ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 143 ตอนพิเศษ 125 ง ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เผยแพร่ประกาศพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ยกวัดราษฎร์ จำนวน 5 วัด เป็น “พระอารามหลวง” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569
วัดราชประดิษฐาน (วัดพะโคะ) เป็นหนึ่งในพระอารามหลวง ที่ได้รับ โปรดเกล้าฯ
วัดราชประดิษฐาน หรือ วัดพะโคะ (เดิมชื่อ วัดหลวง) เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่บริเวณเขาพัทธสิงค์ หมู่ที่ 6 ต.ชุมพล อ.สทิงพระ จ.สงขลา
พ.ศ.1919-2039 สมัยอยุธยาตอนต้น ชาวเผ่าอินโดนีเซีย จากปลายคาบสมุทรมลายูบริเวณหมู่เกาะ ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่เจริญซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม มีการติดต่อกับชาวอาหรับเปอร์เซีย ตั้งแต่ตอนกลางพุทธศตวรรษที่ 19 ได้ส่งกองโจรสลัดมาทางมหาสมุทรเพื่อปล้นสะดมชุมชนต่างๆ ทางตอนกลางคาบสมุทรมลายูมีหลักฐานบันทึกในหนังสือเรื่องกัลปนาวัดในสมัยอยุธยากล่าวถึง โจรสลัดยกทัพยก กำลังเข้าปล้นตีเมืองพะโคะ แถบคาบสมุทรสทิงพระหลายครั้ง

พ.ศ.2057 สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ได้สร้างวัดพะโคะ (เดิมชื่อ วัดหลวง) ต่อมาได้สร้างวัดพะโคะ บนเขาพะโคะ ปัจจุบันชื่อ เขาพัทธสิงค์ พ.ศ.2091-2111 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้รับพระราชทานที่กัลปนาวัด เรียกว่า วัดราชประดิษฐาน พ.ศ.2148-2158 สมเด็จพระเอกาทศรถ ได้บูรณะพระมาลิกเจดีย์ และได้พระราชทานยอดพระเจดีย์เนื้อเบญจโลหะ
ความสำคัญ ใช้เป็นสถานที่กระทำพิธีดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ประดิษฐานพระมาลิกเจดีย์พระพุทธไสยาสน์หรือพระโคตมะ พระมาลิกเจดีย์ เป็นสถาปัตยกรรมภาคใต้แบบลังกาสมัยอยุธยา บรรจุพระบรมธาตุพระพุทธบาทข้างซ้ายเหยียบประทับเป็นรอยอยู่บนหิน มีโบราณสถาน พระมาลิกเจดีย์ วิหารพระพุทธไสยาสน์ รอยพระพุทธบาท ศาลาตัดสินความ พระพุทธรูปทรงเครื่อง หลักล่ามช้าง ศิวลึงค์
วัดแห่งนี้ยังมีเรื่องราวปาฏิหาริย์แห่งหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเล เล่ากันว่า วันหนึ่งมีโจรสลัดแล่นเรือเลียบมาตามฝั่ง เห็นสมเด็จพะโคะ หรือหลวงปู่ทวดเดินอยู่ ซึ่งท่านมีลักษณะแปลกกว่าคนทั้งหลาย จึงใคร่จะลองดี โจรสลัดได้จอดเรือและจับสมเด็จพะโคะไป เมื่อเรือแล่นมาได้สักครู่ เกิดเหตุเรือแล่นต่อไปไม่ได้ ต้องจอดอยู่หลายวันจนในที่สุดน้ำจืดหมดลง โจรสลัดเดือดร้อนกันไปทั่ว สมเด็จพะโคะสงสาร จึงเอาเท้าซ้ายแช่ลงไปในน้ำทะเล เกิดเป็นประกายโชติช่วง และน้ำทะเลได้กลายเป็นน้ำจืด โจรสลัดเกิดความเลื่อมใสศรัทธากราบไหว้ขอขมา และนำสมเด็จพะโคะ ขึ้นฝั่ง ตั้งแต่นั้นมาเมื่อเรื่องราวแพร่สะพัด ประชาชนจึงพากันไปกราบไหว้บูชากันเป็นจำนวนมาก

วัดพะโคะ หรือ วัดพระราชประดิษฐาน อยู่ห่างจากสงขลา 50 กิโลเมตร เป็นวัดจำพรรษาของสมเด็จพะโคะหรือหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ซึ่งประชาชนให้ความนับถือเป็นอันมาก พระเกจิอาจารย์ที่ประชาชนให้ความนับถือมาก ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็นชื่อวัดราชประดิษฐาน แต่ ชาวบ้านก็ยังคงนิยมเรียกกันติดปากว่า วัดพะโคะอยู่อย่างนั้น

ภายในวัดมีสิ่งที่น่าชม ได้แก่ พระสุวรรณมาลิก เจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่นำมาจากลังกา พระพุทธไสยาสน์ หรือพระโคตมะ พระพุทธรูปปั้นสีทองปางปรินิพพาน รอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ภายในมณฑปยอดเขา ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นรอยพระบาทของสมเด็จพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ หรือหลวงปู่ทวดนั่นเอง รูปจำลองและอนุสาวรีย์สมเด็จพระราชมุนีสามีราม ซึ่งประดิษฐานอยู่ในมณฑปบนยอดเขา โดยวางคู่กับรอยพระพุทธบาทเพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาสักการะโดยสะดวก พิพิธภัณฑ์วัดพะโคะซึ่งเปิดให้เข้าชม เครื่องปั้นดินเผาเครื่องทองเหลือง มีดพร้า ตะบันหมากทองเหลือง ธนบัตรและเหรียญสมัยก่อน เครื่องถ้วยกระเบื้อง

มีวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงพ่อทวด เช่น อัฐบริขาร จีวร ไม้เท้าของหลวงปู่ทวด ลูกแก้วบารมี เป็นต้น ปาฏิหาริย์แห่งหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเล มีเรื่องเล่ากันว่า วันหนึ่งมีโจรสลัดแล่นเรือเลียบมาตามฝั่ง เห็นสมเด็จพะโคะ หรือหลวงปู่ทวดเดินอยู่ ซึ่งท่านมีลักษณะแปลกกว่าคนทั้งหลาย จึงใคร่จะลองดี โจรสลัดได้จอดเรือและจับสมเด็จพะโคะไป

เมื่อเรือแล่นมาได้สักครู่ เกิดเหตุเรือแล่นต่อไปไม่ได้ ต้องจอดอยู่หลายวันจนในที่สุดน้ำจืดหมดลง โจรสลัดเดือดร้อนกันไปทั่ว สมเด็จพะโคะสงสารจึงเอาเท้าซ้ายแช่ลงไปในน้ำทะเล เกิดเป็นประกาย โชติช่วง และน้ำทะเลได้กลายเป็นน้ำจืด โจรสลัดเกิดความเลื่อมใสศรัทธากราบไหว้ขอขมา และนำสมเด็จพะโคะขึ้นฝั่ง
ตั้งแต่นั้นมาเมื่อเรื่องราวแพร่สะพัด ประชาชนจึงพากันไปกราบไหว้บูชากันเป็นจำนวนมาก
อนงค์ วงศ์ช่วย