หากกล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนคนไทย รวมถึงเหล่า “สายมู” ให้ความเคารพศรัทธาและเดินทางไปกราบไหว้ขอพรกันอย่างเนืองแน่นในยุคนี้ ชื่อของ “ท้าวเวสสุวรรณ” เทพแห่งความมั่งคั่งและการปกปักรักษา ย่อมผุดขึ้นมาเป็นอันดับต้น

ท่ามกลางกระแสศรัทธาที่มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาค มีสถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสงคราม ถือเป็น “อันซีน” (Unseen) ที่แปลกตาไม่เหมือนใคร นั่นคือ “ท้าวเวสสุวรรณปางสามขา” แห่งวัดประทุมคณาวาส ต.แม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม

เมื่อเดินทางมาถึง “วัดประทุมคณาวาส” ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง จุดเด่นที่สะกดสายตานักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนคือ ประติมากรรมองค์ท้าวเวสสุวรรณปาง 3 ขา ตั้งตระหง่านเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณเขื่อนริมน้ำ หันหน้าออกสู่ผืนน้ำกว้างใหญ่ เสมือนการคอยปกปักระวังภัยที่จะเกิดขึ้นทางน้ำ

ชวนกันมา-พากันมู

ลักษณะองค์ท้าวเวสสุวรรณที่นี่ มีพระวรกายสีเขียว สวมภูษาและเครื่องประดับสีทองอร่าม พระหัตถ์กุมตะบอง และที่สร้างความประหลาดใจแก่ผู้พบเห็นคือ การมี “3 ขา” ซึ่งเชื่อกันว่ามีเพียงแห่งเดียวในจังหวัดสมุทรสงคราม

ความเป็นมาอันน่าทึ่งนี้เล่าขานกันว่า เกิดขึ้นก่อนปี พ.ศ.2550 จากนิมิตของ พระครูอุดมสมุทรคุณ (หลวงพ่ออุดม) อดีตเจ้าอาวาสวัดประทุมคณาวาส ซึ่งท่านเป็นพระวิปัสสนากัมมัฏฐาน คืนหนึ่งท่านได้นิมิตเห็นองค์ท้าวเวสสุวรรณมีลักษณะ 3 ขาดูแปลกตา จึงดำริให้จัดสร้างขึ้นตามนิมิตนั้น

ปัจจุบันท้าวเวสสุวรรณปาง 3 ขา มีผู้คนหลั่งไหลมาขอพรให้สมหวังในเรื่องโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง การค้าขาย การลงทุน การเป็นนายหน้าขายที่ดิน ตลอดจนขอพรเรื่องสุขภาพและครอบครัวบริวาร เมื่อประสบความสำเร็จดั่งใจหมาย มักจะกลับมาแก้บนด้วยการจัดรำถวาย จุดประทัด ถวายรูปปั้นไก่ และน้ำแดงอย่างไม่ขาดสาย

ชวนกันมา-พากันมู

นอกจากองค์ท้าวเวสสุวรรณอันเลื่องชื่อแล้ว ภายในวัดประทุมคณาวาสยังมีปูชนียวัตถุสำคัญที่เปี่ยมด้วยพุทธศิลป์และความศักดิ์สิทธิ์อีกหลายจุด ได้แก่ “หลวงพ่อสาน” พระประธานภายในพระอุโบสถ สร้างเมื่อ พ.ศ.2400 เป็นพระพุทธรูปที่มีกรรมวิธีการสร้างสอดแทรกภูมิปัญญา โดยสร้างจากการนำไม้มาตอกสานกันเป็นองค์พระ พอกด้วยปูน ก่อนลงรักปิดทองอย่างงดงาม ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 31 นิ้ว สูง 41 นิ้วครึ่ง นับถือกันว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ และเป็นของแปลกควรชม ปัจจุบันหลวงพ่อสานได้เก็บรักษาไว้ที่กุฏิเจ้าอาวาส ชาวบ้านนิยมมากราบไหว้ขอพรให้ชีวิตมีความสุข แคล้วคลาดปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

“หลวงพ่อพระร่วงเจ้า” ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ที่จัดสร้างจำลองขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2517 จากองค์จริงที่มีขนาดเล็กซึ่งญาติโยมนำมาถวาย ขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องการขอพรด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และการสอบเข้ารับราชการ

ชวนกันมา-พากันมู

พระครูธรรมธรไพบูลย์ ญาณวิปุโล เจ้าอาวาสวัดประทุมคณาวาส บอกเล่าถึงความเป็นมาของอารามริมน้ำแห่งนี้ว่า “ประวัติของวัดประทุมคณาวาส มีการบันทึกไว้ว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2400 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในครั้งนั้นมีคฤหบดีผู้มีจิตศรัทธาแรงกล้าในพระพุทธศาสนานามว่า “ท่านบัว” ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการริเริ่มสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมา เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ท่านบัวก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุตามประเพณี และในเวลาต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “ท่านเจ้าคุณวินัยมุนี” วัดแห่งนี้จึงอยู่คู่ชุมชนริมน้ำแม่กลอง เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านมาอย่างยาวนานกว่าร้อยปี

ชวนกันมา-พากันมู

พร้อมกันนี้ ยังได้อธิบายเจาะลึกถึงที่มาและคติธรรมขององค์ท้าวเวสสุวรรณเพิ่มเติมว่า “สำหรับท้าวเวสสุวรรณปาง 3 ขา มีลักษณะที่แปลกคือ เป็นองค์สีเขียว มีฟัน 8 ซี่ และเป็นปาง 3 ขา เนื่องจากตามประวัติเดิม ท่าน คือ กุเวรพราหมณ์ พ่อค้าขายหีบอ้อยที่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา นำเงินจากการค้าขายมาทำบุญ จนกระทั่งสิ้นบุญและไปเกิดบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา

ชวนกันมา-พากันมู

ตามคติความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ ขาที่ 3 ที่ยกขึ้นมานั้น หากเหยียบพื้นเมื่อใดโลกจะเกิดความพินาศ คล้ายกับองค์พระศิวะเวลาโกรธกริ้ว องค์ท้าวเวสสุวรรณท่านจึงไม่ลงเหยียบพื้นเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เกิดความวิบัติแก่โลก

ส่วนในคติธรรมทางพระพุทธศาสนา การมี 3 ขาแฝงปริศนาธรรมที่สอนให้เราต้องดำรงสติให้มั่น อย่าให้ขาที่ 3 แตะถึงพื้น เปรียบได้กับการยึดมั่นในหลักธรรม 3 ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ชวนกันมา-พากันมู

วัดประทุมคณาวาส จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ศาสนสถานที่มีความงดงามทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของนักเดินทางและสายมูเตลูที่ต้องการมาสัมผัสความศักดิ์สิทธิ์ของ “ท้าวเวสสุวรรณ 3 ขา” พร้อมรับพลังบวกริมสายน้ำแม่กลอง

หากใครมีโอกาสมาเยือนสมุทรสงคราม ลองแวะมากราบไหว้ขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคล

ขจร โพธิ์นิ่มไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน