“หลวงปู่แจ้ง ปุณณจันโท” อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ 4 ของวัดประดู่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม พระเถราจารย์ยุคเก่า ผู้มีอาคมเข้มขลัง มีตบะบารมีแก่กล้า
สำหรับวัดประดู่ เป็นวัดโบราณ สันนิษฐานว่าสร้างในราวปลายกรุงศรีอยุธยา ประมาณปีพ.ศ.2320 จากการค้นคว้าพอจะถือได้ว่าเป็นวัดที่เก่าแก่วัดหนึ่งในย่านจังหวัดสมุทรสงคราม
ตามประวัติอดีตเจ้าอาวาสที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสต้นมาที่วัด คือ หลวงปู่แจ้ง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส มีผู้รู้ได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ว่า

ในหลวงรัชกาลที่ 5 พระองค์เสด็จประพาสต้นทางน้ำเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2447 โดยเรือพระที่นั่งผ่านคลองหน้าวัดประดู่ ทรงแวะทำครัวเสวยและพระกระยาหารเช้า พระองค์ทรงนึกแปลกใจว่าเพราะเหตุใดชาวบ้านจึงได้มาชุมนุมกัน ณ ที่ศาลาท่าน้ำกันมาก จึงตรัสให้กรมพระยาดำรงราชานุภาพไปสอบถามพวกชาวบ้านที่มาชุมนุมกัน
จึงได้ความว่า หลวงปู่แจ้ง เจ้าอาวาสเป็นพระที่มีวิชาอาคมสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ที่เลื่องชื่อที่สุด คือน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ บุคคลใดที่โดนผีเข้าหรือโดนคุณไสยถ้าได้มารับน้ำมนต์แล้วจะได้ผลทุกรายไป ผีตัวใดก็ไม่อาจทนอยู่ได้
ส่วนยาศักดิ์สิทธิ์นั้นก็เช่นกัน ทำขึ้นจากใบมะกา ใช้คู่กับน้ำมนต์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบความจากกรมพระยาดำรงราชานุภาพแล้วท่านก็เสด็จออกจากวัดประดู่

จากนั้นมาไม่นานก็ได้รับนิมนต์เข้าไปในพระราชวังเพื่อรักษาพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์
เมื่อถวายการรักษาเสร็จจนมีพระอาการดีขึ้นทำให้ทรงเลื่อมใสในความสามารถ ก่อนจะลากลับพระราชทานเครื่องอัฐบริขาร เตียงบรรทม เก๋งเรือ ปิ่นโต ฯลฯ ให้เป็นที่ระลึก
พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ มายังวัดประดู่ตามประวัติศาสตร์นั้น พระองค์ได้ทรงถวายเครื่องราชศรัทธาที่น่าสนใจไว้แก่วัดอีกหลายชิ้นด้วยกัน
ทางวัดประดู่จึงได้รวบรวมสิ่งของที่ได้พระราชทานเหล่านั้นจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เครื่องราชศรัทธา รัชกาลที่ 5 เพื่อเก็บดูแลรักษาสิ่งของเหล่านี้ให้ทรงคุณค่าอยู่ตราบนานเท่านาน รวมถึงร่วมกันอนุรักษ์ให้คงอยู่กับชาววัดประดู่ตลอดไป
ตามประวัติเล่ากันว่าเรียนทางแพทย์แผนโบราณ มีดหมอปราบภูตผีปีศาจ ว่านมหาประสาน เชือกคาดชื่อตะขาบไฟหรือไส้หนุมาน มาจากหลวงพ่อแจ้ง วัดประดู่ นี่เอง

รักษาคนด้วยตัวยาสมุนไพรเพียงไม่กี่ชนิด คือ ใบมะกากับข่า พร้อมคาถาเสก และต้มยาให้กิน
นอกจากยาใบมะกากับข่าเสกแล้ว สิ่งที่ขึ้นชื่อเมื่อเอ่ยถึงอีกอย่างหนึ่งก็คือ “น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์”
เล่ากันว่าเมื่อรดใครแล้วหายจากโรคทุกคน ไม่ว่าจะถูกคุณไสย ลมเพลมพัด เป็นบ้าเสียสติอย่างไร เมื่อมารดน้ำมนต์ที่วัดประดู่กลับไปแล้วหายทุกคน
มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งรับอาราธนาเข้าไปในวัง เมื่อเดินเข้าไปถึงที่ประตูวัง ประกอบกับท่านห่มจีวรเก่าๆ ทำให้ทหารยามที่ยืนเฝ้าปากประตูไม่ยอมให้ท่านเข้า จึงบอกว่าในหลวงรัชกาลที่ 5 นิมนต์ จะเข้าไปสวดมนต์ ท่านว่า “ในหลวงนิมนต์ฉันมา ฉันจะเข้าไปสวดมนต์ ดูสิฉันยังเตรียมพัดมาด้วยเลย” พร้อมทั้งเปิดพัดให้ดู ทหารยามถึงกับตกตะลึง เพราะตาลปัตรที่หลวงปู่ถือเป็นตาลปัตรมีตราประจำพระองค์ (พัดปักดิ้นทองตราพระนารายณ์ทรงครุฑ) ทหารยามคนนั้นจึงต้องรีบนำหลวงปู่ไปส่งถึงด้านใน
เมื่อไปถึงจึงสำนึกตัวเป็นพระผู้น้อยขึ้นนั่งบนอาสนะหลังสุด สังฆการีเห็นเข้าก็กราบบังคมทูลให้ทรงทราบ ในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นไปนั่งอันดับสองรองจากสมเด็จพระสังฆราช แต่ก็ได้นั่งหน้าสมเด็จพระราชาคณะหลายรูป
คาดว่ามรณภาพช่วงปีพ.ศ.2465-2472 สำหรับอัฐินั้นวัดประดู่ยังเก็บรักษาไว้จนถึงทุกวันนี้

สำหรับวัตถุมงคลเท่าที่ทราบเป็นเครื่องรางเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งเชือกคาดเอว (ตะขาบไฟไส้หนุมาน) มีดหมอ พระเนื้อดิน และน้ำมนต์
ส่วน “พระกลีบบัว” นั้นสร้างขึ้นก่อนปีพ.ศ.2470 ลักษณะเป็นพระเนื้อดินทรงกลีบบัว สร้างด้วยเนื้อดินผสมผงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ด้านหน้าเป็นรูปจำลองพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชร องค์พระพาดผ้าสังฆาฏิ มีฐานบัวหงายรองรับ รอบองค์พระมีเม็ดไข่ปลาล้อไปกับพิมพ์พระ
ด้านหลังเรียบไม่มีมีอักขรยันต์ใดๆ
หลังจัดสร้างแล้วเสร็จได้รับความนิยม จึงจัดเป็นพระหายาก