“โบสถ์เทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาซ” เป็นเทวสถานของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่มีความสำคัญอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย ตั้งอยู่เลขที่ 136/1-2 ถนนศิริพงษ์ แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

โดยหลักใหญ่ของสมาคมฮินดูสมาซ จะยึดมั่นอยู่กับคำสอนของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู กิจกรรมที่สำคัญประการหนึ่งของสมาคม ซึ่งได้ยึดถือปฏิบัติกันมาคือ นัดชุมนุมกันในเวลากลางคืนของทุกวันจันทร์ นอกจากสวดมนต์และขับร้องเพลงถวายพระเจ้าแล้วก็มีการอ่านและบรรยายความหมายของคำสอนในคัมภีร์ภควัทคีตา บางครั้งก็มีการอ่านบทความว่าด้วยเรื่องราวทางศาสนา หรือวัฒนธรรม

นอกจากนี้ ยังมีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิวิทยาคุณจากประเทศอินเดียมาแสดงปาฐกถาให้ผู้ชุมนุมรับฟัง พร้อมทั้งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วย

หากถามถึงความเป็นมาของโบสถ์เทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาซ คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ 80 ปีกว่าที่ผ่านมา ในเทศกาลวิชัยทศมี ปี พ.ศ.2468 หนึ่งในวันสำคัญของศาสนิกชนชาวฮินดู ชาวภารตะ (ชาวอินเดีย) ในประเทศไทย ได้ถือเป็นวันอุดมฤกษ์อันสำคัญ พร้อมใจกันจัดตั้งสมาคมเพื่อรวมใจชาวภารตะให้เป็นหนึ่ง ณ อาคารเล็กๆ หลังหนึ่งในย่านหลังวังบูรพา (ใกล้โบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า) ในนาม “ฮินดูสภา”

ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น “สมาคมฮินดูสมาซ” จนถึงปัจจุบัน

ครั้นเมื่อกิจกรรมของสมาคมได้ขยายตัว อย่างต่อเนื่อง นับจากวันก่อตั้งอาคารที่ทำการคูหาเดียวในหลังวังบูรพาเริ่ม คับแคบลง จำเป็นต้องขยับขยายเป็น 3 คูหาติดต่อกันในเวลาต่อมา ด้วยเห็นความสำคัญต้องการสนับสนุนการศึกษาของเหล่าเยาวชนของชาติ สมาคมจึงได้จัดตั้งโรงเรียนภารตวิทยาลัยขึ้นในบริเวณเดียวกัน

ภายหลังการก่อสร้างอาคารสมาคมฮินดูสมาซ และโรงเรียนภารตวิทยาลัยแล้ว สมาคมยังได้ก่อสร้างโบสถ์เทพมณเฑียรขึ้น ได้อัญเชิญเทวปฏิมาของ พระผู้เป็นเจ้าและเทพยดาอันเป็นที่เคารพสักการะของชาวฮินดูมาจากประเทศอินเดีย พร้อมกับแผ่นหินอ่อนแกะสลักทั้งหมด

รวมทั้งเชิญดินศักดิ์สิทธิ์จากพุทธ สังเวชนียสถานที่สำคัญ 4 แห่ง อันได้แก่ ลุมพินี (สถานที่ประสูติ) พุทธคยา (สถานที่ตรัสรู้) สารนาถ (สถานที่แสดงปฐมเทศนา) และกุสินารา (สถานที่ปรินิพพาน) มาไว้เพื่อความศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิริมงคลด้วย

พร้อมกันนี้ได้เชิญน้ำจากแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในอินเดีย เช่น แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา และแม่น้ำสุรัสวดี ฯลฯ มารวมกันและนำมาประดิษฐานไว้ ณ โบสถ์เทพมณเฑียรแห่งนี้ เพื่อเป็นที่สักการะของเหล่า ศาสนิกชนทั้งหลาย

สมาคมจัดพิธีเฉลิมฉลองการเปิดโบสถ์เทพมณเฑียรแห่งนี้อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2512

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จพระราชดำเนิน มาทรงเป็นประธานในพิธี

สำหรับการเดินทางมาที่โบสถ์เทพมณเฑียร ไม่ใช่เรื่องยากเย็นหรือสลับซับซ้อนแต่อย่างใด หากเดินทางมาที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครได้ก็สามารถเดินไปถึงที่หมายอย่างแน่นอน

สถานที่ใกล้กับโรงเรียนเบญจม ราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ วัดสุทัศนเทพวราราม และเสาชิงช้า

โบสถ์เทพมณเฑียรอยู่ภายในโรงเรียนภารตวิทยาลัย เมื่อเดินเข้าไปข้างในให้เลี้ยวขวาไปที่ป้อมยาม ถึงโรงเรียนภารตวิทยาลัย ให้แจ้งความประสงค์แก่ รปภ.หน้าโรงเรียนว่าเราต้องการมาไหว้เทวรูป

ส่วนข้อมูลเบื้องต้น โบสถ์เทพมณเฑียรเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 06.00-20.00 น. มีเวลาปิด 3 ชั่วโมง ช่วงระหว่างเที่ยง-บ่ายสาม

ก่อนจะเดินขึ้นไปที่โบสถ์จะเห็นตึกเป็นหินอ่อน 3 ชั้น ชั้นล่างสุดเป็นห้องเรียนและห้องธุรการของโรงเรียน ให้เราเดินไปทางขวา จากนั้นขึ้นลิฟต์หรือบันไดด้านในไปยังชั้น 2

ตรงชั้น 2 เป็นโถงพื้นภายใน มีความโอ่อ่า เย็นสบาย ปูพรมทั้งหมด สามารถมานั่งสมาธิได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลาเปิดจนปิด มีเบาะสำหรับรองนั่งให้หยิบใช้ได้ มีโต๊ะพับสำหรับเขียนหนังสือหรืออ่านตำรา รวมทั้งเป็นห้องที่ทำการของโบสถ์เทพมณเฑียร ในชั้นนี้มีชาวไทยไปสักการะเทวรูปและนั่งสมาธิ ทุกวัน

 

ส่วนชั้น 3 จะเป็นโบสถ์ มีเทวรูปหินอ่อนประดิษฐานอยู่หลายองค์ด้วยกัน โดยมีพระวิษณุ-พระแม่ลักษมี เป็นองค์ประธาน

ทั้งนี้ ภายในวัดไม่มีดอกไม้และธูปเทียนจำหน่าย หากต้องการถวายให้เตรียมมาด้วย จากการสอบถามผู้ที่เข้ามาบูชาเทวรูปบอกว่า การบูชาของที่นี่นิยม นำขนม ดอกไม้ และผลไม้มาถวายแด่ทวยเทพ

เทวรูปองค์อื่นในโบสถ์เทพมณเฑียร อาทิ พระพรหม ผู้สร้างโลก ดูงดงาม อ่อนช้อยในศิลปะแบบอินเดียเหนือ, พระแม่ทุรคา สัญลักษณ์แห่งความเข้มแข็งและความมีอำนาจ

สำหรับพระพุทธเจ้านั้น ชาวพราหมณ์ฮินดูถือว่าเป็นอวตารปางที่เก้าของ พระนารายณ์ สัญลักษณ์แห่งความไม่เบียดเบียน (อหิงสา), พระราม และพระแม่ สีดา เป็นอวตารปางที่เจ็ดของพระวิษณุ

พระกฤษณะและชายา อีกอวตารหนึ่งของพระวิษณุนารายณ์, พระหนุมาน อวตารของพระศิวะ เพื่อคุ้มครองดูแลพระราม

พระแม่ลักษมี มหาเทวีผู้ยิ่งใหญ่ สัญลักษณ์แห่งความงามการรักษาความดี พระพิฆเนศวร (พระคเณศ) โอรสของพระอิศวรและพระแม่อุมา และยังมีอีกหลายองค์ที่ชาวฮินดูและชาวไทยให้ความเคารพนับถือ โดยเราสามารถเลือกนั่งสมาธิขอพรต่อหน้าเทวรูปที่เรามีความศรัทธาได้ แต่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ห้ามผู้ที่เข้ามาสักการะจุดธูปเทียนภายในบริเวณเทพมณเฑียรอย่างเด็ดขาด

การเข้าไปสักการบูชาเทพเจ้า เราสามารถรับรู้ถึงพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์ เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตาจาก องค์ท่านได้ ใครที่หมดกำลังใจหรือท้อแท้กับชีวิต ขอแนะนำให้มาขอพรกราบไหว้เทวรูปในโบสถ์เทพมณเฑียร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน