คอลัมน์อริยะโลกที่ 6 : สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) วัดอนงคาราม กรุงเทพฯ
คอลัมน์อริยะโลกที่ 6 – ในวงการคณะสงฆ์ กล่าวกันว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) วัดอนงคาราม ฝั่งธนบุรี คือ นักประชาธิปไตยรูปหนึ่ง และมีความเฉียบแหลมในการดำเนินนโยบายอันเหมาะสมได้ทันสมัย หรือทันกับเหตุการณ์เสมอ
มีลูกศิษย์ลูกหานับไม่ถ้วน ทั้งที่เป็นสงฆ์และขุนนางชั้นสูงทั่วไป ไม่ว่าที่กรุงเทพฯ ธนบุรี หรือที่ชัยนาทบ้านเกิดของท่าน รวมไปถึงจังหวัดอื่นๆ เกือบทั่วเมืองไทย
มีนามเดิมว่า นวม เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ก.ค.2407 เป็นบุตรของหมื่นนรา (อินทร์) กับนางใย มีพี่น้องร่วมบิดากัน 8 คน ภูมิลำเนาอยู่บ้านวังแม่ลูกอ่อน อ.สรรพยา จ.ชัยนาท

เริ่มแรกศึกษาที่วัดโคกเข็ม จ.ชัยนาท อายุ 13 ปี จึงย้ายมาศึกษาที่วัดอนงคาราม บวชเป็นสามเณรในปี พ.ศ.2424
พ.ศ.2428 เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดพระบรมธาตุวรวิหาร โดยมี พระครูเมธังกร เจ้าคณะอำเภอเมืองในขณะนั้น เป็นพระอุปัชฌาย์ พระวินัยธรวัน และ พระสมุห์เปรม เป็นคู่พระกรรมวาจาจารย์ ได้ฉายาว่า พุทฺธสโร
จากนั้นกลับมาอยู่จำพรรษาวัดอนงคาราม เพื่อศึกษาต่อ
ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอาจารย์สอนพระปริยัติธรรม ครูโรงเรียนวัดอนงคาราม ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รั้งตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลพิษณุโลก จนถึงวันที่ 9 ก.ย.2470 จึงได้รับโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เป็นเจ้าคณะมณฑลพิษณุโลก
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2449 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระธรรมธราจารย์ พ.ศ.2463 เป็นพระราชาคณะ ชั้นราชที่ พระรัชชมงคลมุนี พ.ศ.2468 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระมงคลเทพมุนี พ.ศ.2472 เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระโพธิวงศาจารย์
พ.ศ.2484 เลื่อนเป็นพระราชาคณะเทียบชั้นเจ้าคณะรองฝ่ายอรัญวาสีที่พระมหาโพธิวงศาจารย์
พ.ศ.2488 สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) มีฝีมือในทางศิลปะ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้กำกับการบูรณะพระพุทธบาท จ.สระบุรี และแม้แต่การซ่อมสร้างในบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดารามทุกครั้ง สมเด็จจะต้องมีส่วนร่วมเป็นกรรมการด้วย
ความสามารถในกิจการของสงฆ์ เป็นที่ยอมรับกันว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) เป็นเอตทัคคะในทางนี้อย่างดียิ่ง ดังในปี 2484 ภายหลังที่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ประกาศใช้แล้ว สมเด็จได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสังฆสภา และยังเป็นสังฆมนตรีว่าการสาธารณูปการ
ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการสาธารณูปการ แม้จะอยู่ในวัยชรา แต่ก็ยังมีความสามารถที่จะวางระเบียบการปกครอง การศึกษา การเผยแผ่ ตลอดจนการสาธารณูปการที่มีหน้าที่แก่ภิกษุสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร ก็สั่งการและวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง
เหนือสิ่งอื่นใดในวงการศึกษา คือ สมเด็จนับเป็นปรมาจารย์แห่งโรงเรียนราษฎร์ทั้งปวง
ในปี พ.ศ.2432 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การศึกษาของไทยยังถูกทอดทิ้งให้เล่าเรียนกันตามวัด พออ่านออกเขียนได้และบวกเลขเป็น ก็สามารถที่จะออกมาประกอบอาชีพส่วนตัว หรือเข้ารับราชการได้นั้น
สมเด็จได้เปิดโรงเรียนขึ้นที่กุฏิของท่านที่วัดอนงคาราม ขณะที่ยังเป็นพระอันดับ เรียกกันว่าท่านอาจารย์นวม โดยเป็นครูคนเดียวในโรงเรียน มีลูกศิษย์ทั้งสิ้น 9 คน ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้ จะเรียกเป็นโรงเรียนราษฎร์แห่งแรกของประเทศไทยก็ว่าได้
หลักสูตรที่สมเด็จสอนในขณะนั้น นอกจากการศึกษาภาษาไทยเป็นพื้นทั่วไปแล้ว ก็มีวิชาคำนวณและจรรยามารยาทของผู้ดีรวมอยู่ด้วย ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับตัวท่านอาจารย์ใหญ่และลูกศิษย์ลูกหา ก็คือ วิชาลูกคิด ซึ่งสมเด็จเป็นเลิศโดยศึกษามาตั้งแต่ยังไม่ได้บวชเป็นเณร
หลังเรียนจบหลักสูตร ศิษย์รุ่นแรก ที่จบจากโรงเรียนราษฎร์แห่งแรกนี้ ได้เป็นข้าราชการตามกระทรวงหมด จึงมีผู้เห็นผลจากการศึกษาที่โรงเรียนของท่านอาจารย์นวม
รัชกาลที่ 5 เมื่อทรงทราบว่ามีนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนราษฎร์ของท่านอาจารย์นวม ก็นิมนต์ให้มาเฝ้าฯ เพื่ออยากจะทอดพระเนตรตัวจริง ทรงชมเชยว่า ท่านอาจารย์มีคุณูปการแก่ชาติ
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) แม้จะได้วางมือจากภารกิจต่างๆ เมื่อชราภาพ แต่โดยหน้าที่สังฆสมาชิก และสังฆมนตรีว่าการสาธารณูปการ ปรากฏว่าสมเด็จเคร่งครัดต่อหน้าที่ จนมีคำกล่าวกันทั่วไปว่าท่านไม่ได้ชราภาพไปตามวัย
กระทั่งวาระสุดท้ายแห่งอายุขัย เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2499 จึงมรณภาพด้วยอาการสงบที่กุฏิวัดอนงคาราม
สิริอายุ 92 ปี พรรษา 72
- อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง