หลวงพ่อมหาพันธ์ สีลวิสุทโธ
อดีตเจ้าอาวาสวัดเนรมิตวิปัสสนา
คอลัมน์ อริยะโลกที่ 6
โดย วิชัย จินดาเหม
หลวงพ่อมหาพันธ์ สีลวิสุทโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดเนรมิตวิปัสสนา : อริยะโลกที่ 6 – “พระภาวนาวิสุทธิญาณ” หรือ “หลวงพ่อมหาพันธ์ สีลวิสุทโธ” อดีตเจ้าอาวาสวัดเนรมิตวิปัสสนา อ.ด่านซ้าย จ.เลย เป็นพระเถระที่ชาวจังหวัดเลยให้ความเคารพนับถือและเลื่อมใส

มีนามเดิมว่า พันธ์ สุขเป็ง เกิดเมื่อวันที่ 5 พ.ค.2464 ที่หมู่บ้านหนอกเหล็ก ต.หนองบัวทอง อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ครอบครัวประกอบอาชีพด้วยการทำไร่ทำนา
ช่วยพ่อแม่ประกอบอาชีพทำไร่ทำนาหาเลี้ยงครอบครัว กระทั่งอายุ 23 ปี เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2487 ที่วัดเหนือ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ได้รับฉายานาม สีลวิสุทโธ
จากนั้นไปอยู่จำพรรษาที่วัดจำปา ต.หนองบัวทอง อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ มีโอกาสเล่าเรียนภาษาลาว ส่วย ขอม เขมร
นอกจากนี้ ยังมานะพยายามศึกษาเล่าเรียนด้านพระปริยัติธรรม ทั้งบาลี ไวยากรณ์ มูลกัจจายน์ จบนักธรรมชั้นเอก และสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค
ตอนหลังท่านตัดสินใจหันเหชีวิตมุ่งสู่การปฏิบัติธรรมวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างเอาจริงเอาจัง ด้วยการศึกษาด้วยตนเอง อ่านจากตำรา แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงได้เสาะหาอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน ท่านได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของพระครูสังวรสมาธิวัตร เจ้าอาวาสวัดเพลงวิปัสสนา กรุงเทพฯ
หลังจากที่ได้ศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานสามารถ รู้แนวทางในการทำสมาธิ จึงออกธุดงค์ไปตาม สถานที่ต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นทางภาคอีสาน เป็นเวลาถึง 20 ปี
ก่อนกลับไปจำพรรษาอยู่ที่วัดจำปา เป็นอาจารย์สอนในเรื่องของวิปัสสนากัมมัฏฐานแก่พระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป
วันที่ 1 มกราคม 2522 ออกธุดงค์มาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของภาคอีสานไปทางภาคเหนือตอนล่าง จ.เพชรบูรณ์ แล้วย้อนกลับมา อ.ด่านซ้าย จ.เลย โดย มาปักกลดอยู่ที่บริเวณวัดพระธาตุศรีสองรัก
ระหว่างนั้นตัดสินใจหาสถานที่ปักหลักถาวร สุดท้ายท่านเลือกเอาบริเวณภูเปือยเป็นสถานที่ตั้งวัด โดยใช้ชื่อว่าวัดเนรมิตวิปัสสนา
ล่าสุดได้ก่อสร้างอุโบสถขนาดใหญ่ที่สวยงาม โดยรอบอุโบสถเป็นห้องพักและสถานที่ในการปฏิบัติธรรมวิปัสสนากัมมัฏฐาน
วัดเนรมิตวิปัสสนามีบทบาทต่อสังคม เป็นสถานที่ในการอบรมธรรมะแก่พุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป สนับสนุนให้มีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามประเพณีนิยม
ยังเป็นพระอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แม้ว่าวัดจะมีป่าอยู่แล้ว แต่ท่านก็หาต้นไม้มาปลูกทำให้วัดเกิดความร่มเย็น อีกทั้งสืบทอดและถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยที่มีมาแต่โบราณให้แก่อนุชนรุ่นหลัง
ด้านปฏิบัติธรรม สอนลูกศิษย์ลูกหาในการนั่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน สามารถบรรยายธรรมชั้นสูงให้คนฟังเข้าใจง่าย เสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตาโอบอ้อมอารีแก่สาธุชนทั่วไปโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่โลภ โกรธ หลง
ในช่วงบั้นปลายชีวิต อาพาธด้วยโรคกระดูก สันหลังเสื่อม คณะศิษย์ได้ส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลศิริราชจากคณะแพทย์ผ่าตัดกระดูกสันหลัง ภายหลังผ่าตัดอาการดีขึ้นบ้าง แต่ไม่หายขาด ต่อมาอาการทรุดลงจากโรคแทรกซ้อน สุดความสามารถที่คณะแพทย์จะรักษาเยียวยาได้
มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2540 สิริอายุ 76 ปี
อ่าน : สิ้น‘หลวงปู่ท่อน ญาณธโร’ เกจิดังเมืองเลย สิริอายุ 89 ปี