วันจันทร์ที่ 3 มิ.ย.2567 น้อมรำลึกครบรอบ 102 ปี ชาตกาล “พระครูสุวัณโณปมคุณ” หรือ “หลวงปู่คำพอง ติสโส” พระวิปัสสนาจารย์เลื่องชื่อภาคอีสาน ประธานสงฆ์วัดถ้ำกกดู่ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี และอดีตเจ้าอาวาสวัดราษฎร์โยธี อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา

เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 3 มิ.ย. 2465 ที่บ้านกุดตะกร้า ต.สงเปือย อ.คำเขื่อนแก้ว จ.อุบลราชธานี อาชีพทำนา

อายุ 9 ขวบ บิดาอพยพครอบครัวไปอยู่บ้านกุดฉิม อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี อยู่ได้ 5 ปีก็ย้ายมาอยู่บ้านกุดเต่า

จนอายุ 18 ปี มารดาถึงแก่กรรม ต้องช่วยครอบครัวทำมาหากินจนไม่มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน จึงหันเหชีวิตไปฝึกซ้อมมวยไทยกับ ครูสมพงศ์ เวชสิทธิ์ ขึ้นชกตามเวทีต่างๆ รวมทั้งเวทีราชดำเนิน สมัยยังล้อมรั้วด้วยสังกะสี

อายุ 21 ปี อุปสมบทที่วัดมหาชัย อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี มี พระครูพิศาลคณานุกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์

พรรษาแรกอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ขัน ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้า พอพรรษาที่ 2 ออกเดินทางไปไหว้พระธาตุพนม จ.นครพนม ทราบข่าวว่าหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จำพรรษาที่บ้านนามน จ.สกลนคร จึงเดินทางไปกราบพร้อมกับพระอาจารย์วัน อุตตโม

หลวงปู่มั่นแนะนำให้ไปพำนักกับ หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ วัดดอยธรรมเจดีย์ ซึ่งอยู่ไม่ห่างกัน และค่ำลงให้เดินทางมารับการอบรมธรรม

อยู่ฟังเทศน์หลวงปู่มั่นได้ 3 เดือน ก็กราบลาไปคัดเลือกทหาร เมื่อไม่ถูกเกณฑ์ก็ตั้งใจกลับไปหาหลวงปู่มั่นอีกครั้ง แต่หลวงปู่อ่อนสี สุเมโธ ศิษย์รุ่นใหญ่ของพระอาจารย์มั่น ชักชวนให้ไปอยู่ที่วัดบ้านกลางใหญ่

พบหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี อยู่ปรนนิบัติและรับการอบรมปฏิบัติธรรมประมาณ 2 ปี จึงกลับมาอยู่รับใช้ และรับการอบรมแนะนำการปฏิบัติทางด้านจิตตภาวนาอย่างยิ่งยวดกับหลวงปู่มั่น ร่วมกับพระเถระ พระผู้ใหญ่มากมายหลายรูป

รวมระยะเวลาถึง 4 ปีเต็ม คือในปี พ.ศ.2489-2492

หลังจากหลวงปู่มั่นมรณภาพ จึงเดินทางสู่ภาคใต้ แถบ จ.ภูเก็ต, สตูล, พังงา ไปกับขบวนของหลวงปู่เทสก์ มีพระเณรรวมทั้งสิ้น 8-10 รูป หนึ่งในนั้นคือหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัดอรัญญบรรพต

ไปพำนักอยู่ที่ที่พักสงฆ์ อ.โคกกลอย จ.พังงา หรือวัดราษฎร์โยธี จนกระทั่งได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาส และเจ้าคณะตำบล โดยจำพรรษาอยู่ 23 ปี และที่ภูเก็ต 2 ปี

อุปนิสัยของท่านเป็นคนตรง พูดจาโผงผางจริงจังและจริงใจ ไม่ยึดติด มานะอดทนเป็นเลิศ

ทั้งนี้ การไปเผยแผ่ธรรมที่ภาคใต้ กว่าจะได้รับการยอมรับไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยถูกต่อต้านจากคนบางกลุ่มที่กลัวเสียผลประโยชน์ ไม่เว้นแม้กระทั่งพระสงฆ์ในพื้นที่

ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังมีความเห็นผิดเกี่ยวกับ “พระบ้าน” และ “พระป่า”

แต่หลวงปู่คำพองยืนหยัดสู้ปัญหา สร้างความเข้าใจและความสามัคคีให้เกิดขึ้น จนพระท้องถิ่นมหานิกาย กับพระกัมมัฏฐาน (ธรรมยุต) ฉันภัตตาหาร และสวดร่วมกันได้

พ.ศ.2518 สละตำแหน่งทางคณะสงฆ์ภาคใต้ทั้งหมด เดินทางกลับ จ.อุดรธานี คณะศรัทธาที่ทราบข่าวได้นิมนต์ให้มาจำพรรษาที่วัดป่าพัฒนาธรรม อ.หนองวัวซอ

อยู่ประมาณ 10 ปี เห็นว่าความเจริญเข้าสู่วัดมากแล้ว จึงได้มาสร้างวัดขึ้นบนภูเขาชื่อ “ภูพังคี” ตั้งชื่อว่า “วัดถ้ำกกดู่” และอยู่จำพรรษานับตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 เรื่อยมา

นับแต่สร้างวัดถ้ำกกดู่ขึ้น ท่านคงสภาพให้เป็นสถานที่สัปปายะเหมาะสมต่อการปฏิบัติธรรมไว้มากที่สุด ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อสงวนที่ดินไว้ สำหรับการอนุรักษ์ป่าและต้นน้ำ ก่อนที่จะถูกรุกล้ำทำลาย

นอกจากนี้ ยังขออนุญาตกรมป่าไม้จัดตั้งป่ารอบบริเวณวัดให้เป็นพุทธอุทยาน เพื่อรักษาสภาพป่า และใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรภาวนาของพระสงฆ์สามเณร

งานพัฒนาท้องถิ่น สร้างทางข้ามเขาติดต่อระหว่าง อ.หนองวัวซอ กับ อ.โนนสัง จ.อุดรธานี ทำให้ประชาชนทั้งสองอำเภอติดต่อกันได้สะดวก

หลวงปู่คำพองเป็นโรคหัวใจโตมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจไม่เต็มปอด เมื่อต้องบิณฑบาตไกลๆ หรือเดินขึ้นเขา

กระทั่งคืนวันที่ 2 ธ.ค.2544 จึงมรณภาพอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ กรุงเทพฯ

สิริอายุ 80 ปี พรรษา 59

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน