“หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ” หรือ “พระราชสังวราภิมณฑ์” วัดประดู่ฉิมพลี แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ พระเกจิดังแห่งเมืองกรุง
ประวัติ เป็นชาว อ.บางคนที จ.สมุทร สงคราม เกิดวันที่ 27 มี.ค.2430
ลักษณะความเป็นผู้นำ ฉายแววมาแต่เยาว์วัย เป็นผู้มีความเข้มแข็ง มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ชอบที่จะติดตามบิดามารดาไปวัดอยู่เป็นประจำ หลายครั้งท่านมักแอบไปวัดเพียงลำพัง เพื่อฟังการสวดมนต์จนสามารถท่องจำได้อย่างแม่นยำ

หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ
บิดาจึงนำมาฝากเรียนอยู่กับวัดเกาะแก้ว ปากคลองน้อย อายุ 13 ปี เมื่อบิดามารดาเสียชีวิต จึงอาศัยอยู่กับหลวงตาแก้ว
มองเห็นความขยันหมั่นเพียร จึงนำมาฝากกับพระอธิการสุข เจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลี
ครั้นอายุย่าง 17 ปี บรรพชาที่วัดประดู่ฉิมพลีในปี พ.ศ.2447 มีพระอธิการสุข เจ้าอาวาส เป็น พระอุปัชฌาย์
ขยันหมั่นเพียรในการศึกษาพระปริยัติธรรม ท่องเรียนพระสูตรต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ สนใจเจริญสมาธิกัมมัฏฐานอย่างมุ่งมั่น
พระอาจารย์พรหม ผู้อบรมสั่งสอนสมาธิกัมมัฏฐานให้ในสมัยนั้น ถึงกับเคยกล่าวไว้ว่า “แทบทุกคืนจะเห็นสามเณรโต๊ะหลบไปนั่งกัมมัฏฐานเพียงลำพังในโบสถ์ บางครั้งเห็นไปเดินจงกรมอยู่ในป่าริมคลองบางหลวงเพียงลำพัง” พระอาจารย์พรหมยังเล่าอีกว่า “สามเณรโต๊ะมักชอบเก็บตัวอยู่เงียบๆ พูดน้อย แต่ช่างซักถามทำความเข้าใจในข้อธรรมต่างๆ”

อายุครบ 20 ปี อุปสมบทที่พัทธสีมาวัดประดู่ฉิมพลี เมื่อวันอังคารที่ 16 ก.ค.2450 โดยมีพระครูสมณธรรมสมาทาน (แสง) วัดปากน้ำภาษีเจริญ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูอักขรานุสิต (ผ่อง) วัดนวลนรดิศ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูธรรมวิรัติ (เชย) วัดกำแพง เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ได้รับฉายาว่า “อินทสุวัณโณ”
ตั้งใจศึกษาและประพฤติปฏิบัติด้วยความวิริยะอุตสาหะ ต่อมาพระอธิการคำ เจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีในสมัยนั้นลาสิกขา
จึงรับภาระหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลี ขณะนั้นอายุ 26 ปี พรรษา 6
อยู่ศึกษาพระธรรมวินัยตลอดจนวิปัสสนาธุระกับพระอาจารย์พรหม ที่วัดประดู่ฉิมพลี เมื่อทราบว่าสำนักใดมีพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคม ก็จะเดินทางไปศึกษาวิชา
ยิ่งในย่านฝั่งธนบุรียุคนั้น หลวงปู่เอี่ยม (เจ้าคุณเฒ่า) วัดหนัง มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นวัดที่อยู่ในย่านเดียวกัน บวชได้ประมาณ 5 พรรษาก็เดินทางไปขอศึกษาพุทธาคมจากหลวงปู่เอี่ยม
นอกจากนี้ เดินทางไปศึกษาวิชากับหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ จ.สมุทรสาคร ได้รับการถ่ายทอดวิชาการลงยันต์ตรีนิสิงเห อันเป็นยันต์ชั้นยอด
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2463 เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรีที่พระครูวิริยกิตติ พ.ศ.2516 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระสังวรวิมลเถร
พ.ศ.2521 เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชสังวราภิมณฑ์
บั้นปลายชีวิต หลวงปู่โต๊ะเริ่มอาพาธด้วยโรคชรา เนื่องจากท่านไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน สุขภาพจึงไม่แข็งแรง
อาพาธครั้งสุดท้าย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2524 และก่อนมรณภาพเพียง 7 วัน ลุกจากเตียงไม่ได้ กระทั่งเมื่อวันที่ 5 มี.ค.2524 ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบ สิริอายุ 94 ปี พรรษา 73
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญศพมาตั้งที่ศาลาร้อยปี วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระราชทานเกียรติยศศพเป็นพิเศษเสมอพระราชาคณะชั้นธรรม และพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการจัดพิธีศพ

ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จฯ เป็นประธานในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 7 วัน 50 วัน 100 วัน
พระราชทานพระราชกุศลออกเมรุและพระราชทานเพลิง ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส
เมื่อครั้งยังมีชีวิต สร้างวัตถุมงคลตั้งแต่ปี พ.ศ.2468 เป็นพระผง ในวงการพระเครื่องเรียกว่า “พระผงแช่น้ำมนต์ 13 พิมพ์แรก”
สำหรับเหรียญรุ่นแรกเป็นเนื้อเงิน สร้างเมื่อปี พ.ศ.2510 เป็นเหรียญกลมรูปไข่ มีหู
ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปเหมือนนั่งขัดสมาธิเต็มองค์ บนอาสนะใต้รูปเหมือนเขียนคำว่า “พระครูวิริยกิตติ (หลวงปู่โต๊ะ)” ขนาบข้างลายกระหนก เป็นที่สังเกตลายกระหนกข้างขวาแตก โค้ดท้ายชื่อใต้เข่าซ้ายลึกคมชัด ขาตั่งมีติ่งเล็กๆ สันเหรียญมีรอยขัด

ด้านหลังเหรียญ ตรงกลางเป็นยันต์ ขอบเหรียญด้านบนเขียนคำว่า “วัดประดู่ฉิมพลี ธนบุรี” ขอบเหรียญด้านบนเขียนคำว่า “ฉลองอายุครบ ๘๐ ปี ๒๕๑๐” ขอบเหรียญปลิ้นมีรอยแต่งขอบ ในยันต์มีขี้กลากคม
วัตถุมงคลเลื่องชื่อด้านเมตตามหานิยม และด้วยวัตรปฏิบัติอันงดงาม สงบเยือกเย็น มีพร้อมทั้งบุญบารมีและอิทธิบารมี
ทุกวันนี้เป็นเหรียญหายากไปแล้ว