“หลวงปู่จาม มหาปุญโญ” อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าวิเวกวัฒนาราม บ้านห้วยทราย หมู่ 9 ต.คำชะอี อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
เนื่องจากเป็นพระป่าสายวิปัสสนากัมมัฏฐาน วัตถุมงคลจึงจัดสร้างไว้เพียงไม่กี่รุ่น ซึ่งล้วนแต่เป็นความริเริ่มของบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งสิ้น

ที่ได้รับความนิยมคือ “เหรียญรุ่นฉลองอายุวัฒนมงคลครบ 96 ปี” นั่นเอง
ในปี พ.ศ.2549 เนื่องในโอกาสอายุวัฒนมงคล ครบรอบ 96 ปี คณะศิษย์จัดสร้างวัตถุมงคลขึ้น เป็นเหรียญที่ระลึกมอบให้ผู้ที่มาทำบุญ
ลักษณะกลมรูปไข่ มีหูห่วง จัดสร้างเป็นเนื้อเงินและเนื้อทองแดง แต่ไม่ทราบจำนวนที่จัดสร้างแน่ชัด
ด้านหน้า ขอบเหรียญมีเส้นสันนูน ตรงกลางเหรียญประดิษฐานพระพุทธชินราชปางมารวิชัย


ด้านหลังมีเส้นสันนูนหนา รอบขอบเหรียญชั้นแรกสลักอักขระโดยรอบ ชั้นที่ 2 สลักตัวหนังสือนูนคำว่า “หลวงปู่จาม มหาปุญโญ อายุ ๙๖ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม จ.มุกดาหาร” ตรงกลางเหรียญสลักลายเส้นรูปภาพเจดีย์ของวัด
หลวงปู่จามนั่งปรกปลุกเสกนานถึง 2 เดือน
เกิดในสกุลผิวขำ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 พ.ค.2453 ที่บ้านห้วยทราย อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
ช่วงวัยเยาว์อายุ 6 ขวบ พ่อแม่พาไปกราบหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า ซึ่งมาจำพรรษาอยู่ใกล้บ้านที่ภูผากูด คำชะอี
กระทั่งอายุ 16 ปี พ่อแม่พาไปถวายกับหลวงปู่มั่นที่ จ.อุบลราชธานี ให้นุ่งขาวห่มขาวเป็นเวลา 9 เดือน
ปีถัดมาเข้าพิธีบรรพชา อยู่กับหลวงปู่มั่นที่บ้านหนองขอน จ.อุบลราชธานี มีโอกาสรับใช้ครูบาอาจารย์หลายท่าน อาทิ หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ, หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ, หลวงพ่อลี ธัมมธโร, หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม เป็นต้น
แต่ผ่านไปได้เพียง 2 ปีก็จำต้องลาสิกขาออกมาเพื่อรักษาโรคเหน็บชา อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุตกบันไดกุฏิ และประกอบความเพียรมากเกินไป เช่น นั่งภาวนาในน้ำ ไม่นอนหลับ และฉันน้อย เป็นต้น ทำให้ต้องหันกลับไปใช้ชีวิตเป็นฆราวาส ประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา ค้าขาย
เมื่ออายุ 27 ปี บิดาก็อุปสมบท อยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์ 6 ปีก็มรณภาพ ส่วนมารดาตัดสินใจบวชชีจนถึงแก่กรรม
จึงไปกราบไหว้พระธาตุพนม จ.นครพนม เพื่ออธิษฐานจิตขอถวายอกในพระพุทธศาสนา
อายุ 29 ปีจึงอุปสมบท เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2482 ที่วัดโพธิสมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี มีพระเทพกวี (จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์
ธุดงค์ไปทางภาคเหนือ จำพรรษาสังกัดวัดเจดีย์หลวงถึง 32 พรรษา อยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่
ทั้งยังเคยออกธุดงค์หาประสบการณ์ในเขตภาคอีสาน เคยปฏิบัติธรรมร่วมกับเกจิอาจารย์หลายรูป อาทิ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ จ.เลย, หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกองเพล จ.หนองบัวลำภู, หลวงพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ, หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม วัดป่าบ้านข่า จ.นครพนม เป็นต้น
พ.ศ.2521 เดินธุดงค์กลับมาทางภาคอีสาน กลับมายังบ้านเกิดคือ บ้านห้วยทราย อำเภอคำชะอี จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าวิเวกวัฒนาราม
ชาวบ้านและคณะศิษยานุศิษย์นิมนต์ให้จำพรรษาปักกลดที่วัดป่าวิเวกวัฒนาราม และพัฒนาให้เป็นที่นั่งวิปัสสนากรรมฐานจนถึงปัจจุบัน

ส่วนผลงานที่เป็นรูปธรรมอันทรงคุณค่านั้น สร้างไว้เป็นที่ประจักษ์ชัดมากมาย อาทิ อีกทั้งสร้างพระเจดีย์ทรงจุฬามณีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และสร้างกุฏิเสาเดียว จำนวน 11 หลัง รวมทั้งสร้างศาลาการเปรียญ และหอฉันสำหรับเทศนาในวันสำคัญต่างๆ
ริเริ่มสร้างสรรค์ธรรมชาติให้เป็นที่นั่งวิปัสสนาได้อย่างกลมกลืนร่มรื่น ปราศจากสิ่งรบกวน
ส่วนหลักธรรมคำสั่งสอนมีคนบันทึกเทปไว้เป็นจำนวนมาก
ตลอดระยะเวลากว่า 1 ศตวรรษ (100 ปี) หลวงปู่จามตั้งใจเดินตามรอยพระพุทธเจ้าด้วยความมุ่งมั่น
ยึดพระธรรมคำสอนเป็นหลักใหญ่ บูรณาการคำเทศนาสั่งสอนของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย แล้วถ่ายทอดไปสู่พุทธศาสนิกชน
เป็นพระที่อารมณ์ดี มีเมตตาสูง แม้สุขภาพไม่ดี แต่ยังออกบิณฑบาตทุกเช้า ทำให้มีศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศหลั่งไหลมาฟังพระธรรมเทศนาอยู่มิได้ขาด
แม้ในวันหนึ่งๆ จะมีญาติโยมเป็นจำนวนมากมากราบไหว้สนทนาธรรม แต่ก็ไม่เคยเหนื่อยหน่ายที่จะปฏิสันถารเทศนาสั่งสอนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็นนิจ
สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ ช่วงเช้าวันที่ 19 ม.ค.2556 จึงละสังขารอย่างสงบ ด้วยโรคปอดติดเชื้อ สิริอายุ 104 ปี พรรษา 75