ใครที่มีโอกาสแวะผ่านไปแถวบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ คงได้แลเห็น “พระพุทธรูปยืนอุ้มบาตร” องค์ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ หรือ “หลวงพ่อโต” ประดิษฐานเด่นเป็นสง่าอยู่ ณ วัดอินทรวิหาร

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างขึ้น แต่ดำเนินการไปได้เพียงครึ่งองค์ ท่านก็ได้มรณภาพเสียก่อน

ผู้ที่มาสานต่อการก่อสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่นี้ คือ “หลวงปู่ภู จันทเกสโร” หรือ “พระครูธรรมานุกูล” เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร พระเกจิเลื่องชื่อในยุคนั้น

รายงานพิเศษ - เหรียญพัดยศหลวงปู่ภู วัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ

ถือเป็นศิษย์เอกผู้ใกล้ชิดสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ที่ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชา-วิทยาคมต่างๆ มากมาย

เกิดที่หมู่บ้านวังหิน อ.เมือง จ.ตาก ตรงกับปีขาล พ.ศ.2373 อายุ 9 ขวบ บรรพชาที่วัดท่าคอย ศึกษาเล่าเรียนอักขรสมัย (ภาษาขอม) และหนังสือไทยกับพระอาจารย์วัดท่าแค

กระทั่งอายุ 21 ปี เข้าอุปสมบท ที่พัทธสีมาวัดท่าคอย มี พระอาจารย์อ้น เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์คำ วัดท่าแค เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์มา วัดน้ำหัด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายานามว่า จันทเกสโร

สมัยที่ธุดงค์มากรุงเทพฯ ครั้งแรก ปักกลดอยู่บริเวณที่ตั้งวังบางขุนพรหม (ธนาคารแห่งประเทศไทย) ขณะนั้นยังเป็นป่ารกร้างว่างเปล่าและเปลี่ยวมาก

จากคำบอกเล่าของศิษย์ใกล้ชิดบอกว่า มาจำพรรษาอยู่ที่วัดสระเกศ ช่วยชีวิตรักษาคนป่วยเป็นอหิวาตกโรคไว้ 6 คน ซึ่งสมัยนั้นถือว่าเป็นโรคร้ายแรงที่สุด

ในปีพ.ศ.2416 เป็นปีที่อหิวาตกโรคระบาดหนัก จนเป็นที่กล่าวขวัญเรียกกันจนติดปากว่า “ปีระกาห่าใหญ่”

ต่อมา ย้ายมาจำพรรษาที่วัดสามปลื้ม (วัดจักรวรรดิราชาวาส) และวัดท้ายตลาด (วัดโมลีโลกยาราม) ตามลำดับ

สุดท้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดอินทรวิหาร ซึ่งสมัยนั้นยังใช้ชื่อว่า วัดบางขุนพรหมนอก ในปี พ.ศ.2432 และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อปี พ.ศ.2435

รายงานพิเศษ - เหรียญพัดยศหลวงปู่ภู วัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ

ส่วนสมณศักดิ์ที่ได้รับ เข้าใจว่าได้รับก่อนปี พ.ศ.2463 เพราะตามหลักฐานศิลาจารึกเกี่ยวกับการสร้างพระศรีอริยเมตไตรย มีข้อความตอนหนึ่งว่า…

“ถึง พ.ศ.2463 ท่านพระครูธรรมานุกูล (ภู) ผู้ชราภาพอายุ 91 ปี ได้ยกเป็นกิตติมศักดิ์อยู่ในวัดอินทรวิหาร ท่านจึงมอบฉันทะให้พระครูสังฆบริบาล ปฏิสังขรณ์ต่อมาจนสำเร็จ”

เป็นพระเถระที่ยึดการธุดงค์เป็นกิจวัตรมาโดยตลอด มีความมุมานะอุตสาหะมุ่งมั่นศึกษาวิชาอาคมต่างๆ จนเกิดความชำนาญเป็นที่เลื่องลือ

มุ่งหน้าปฏิบัติร่ำเรียนวิชาอาคม เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ประสบทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บ

ทุกวันจะต้องออกบิณฑบาต ทั้งที่ไม่จำเป็นก็ได้ เพราะเจ้าฟ้าสมเด็จกรมพระนครสวรรค์พินิจ ได้จัดอาหารมาถวายทุกวัน

เมื่อฉันเช้าแล้ว จะครองผ้าลงโบสถ์และลั่นดาลประตู ไม่ให้ผู้ใดเข้าไปรบกวน จากนั้นจะเจริญพระพุทธมนต์ถึง 14 ผูก วันละ 7 เที่ยว แล้วจึงนั่งวิปัสสนากรรมฐานต่อไปจนถึงเที่ยงทุกๆ วัน

ถึงแม้ตอนชราภาพ ก็มิได้ขาดจากการลงทำวัตร เว้นแต่อาการหนักจนลุกไม่ไหว

มรณภาพเมื่อวันเสาร์ที่ 6 พ.ค.2476 เวลา 01.15 น. สิริอายุ 104 ปี พรรษา 83

รายงานพิเศษ - เหรียญพัดยศหลวงปู่ภู วัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ

ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2474 ท่านได้จัดสร้างเหรียญพัดยศ ฉลองอายุครบ 100 ปี เหรียญรุ่นนี้ จะเรียกว่า เหรียญแซยิดก็เรียกได้ เพราะสร้างแจกแก่ลูกศิษย์ที่มาแสดงมุทิตาจิตอายุครบ 100 ปี

ลักษณะของเหรียญ แบบพัดยศพระราชาคณะ เรียกว่า ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ขอบข้างเป็นลายกนกล้อมรอบ เส้นของด้านในตรงกลางเป็นเม็ดไข่ปลา ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงปู่ภูนั่งขัดสมาธิเต็มองค์ ห่มจีวรพาดสังฆาฏิ รัดอก นั่งบนอาสนะ ใต้อาสนะจารึกว่า “อายุครบ ๑๐๐ ปี”

ด้านหลังเป็นยันต์นูนแถวเดียว ด้านบนเป็นอุณาโลม แถวที่สองพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ตรงกลางเป็นตัวอุ ล่างสุดเป็นตัวเฑาะว์ขัดสมาธิ

ปัจจุบันเริ่มหายาก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน