“พระครูวิชิตพัชราจารย์” หรือ “หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญ” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทชนแดน พระเกจิชื่อดังแห่งเมืองเพชรบูรณ์
เป็นพระเกจิที่เหล่าสาธุชนชาวเมืองเพชรบูรณ์เคารพศรัทธา และมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เป็นที่ปรากฏจนได้รับสมญา “เทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำป่าสัก”
เกิดเมื่อวันที่ 3 มี.ค.2424 ที่บ้านยางหัวลม (ปัจจุบันคือ ต.วังชมภู) ต.นายม อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ บรรพชาที่วัดช้างเผือก บ้านยางหัวลม มีพระอาจารย์สีเป็นพระอุปัชฌาย์ ศึกษาร่ำเรียนหนังสือขอมและไสยเวทวิทยาคมกับพระอาจารย์สีจนแตกฉาน

พออายุครบบวชจึงอุปสมบทที่วัดเกาะแก้ว ต.นายม มีพระครูเมืองเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปาน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์สี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาธัมมปัญโญ
กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดช้างเผือก และศึกษาวิชาอาคมเพิ่มเติมจากพระอาจารย์สี พระอาจารย์ปาน และหลวงทศบรรณ ฆราวาสผู้มีอาคมแก่กล้า
นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานจากพระครูเมือง จนเป็นที่เลื่องลือว่า “ท่านสามารถนั่งวิปัสสนาได้หลายวัน โดยไม่ฉันอาหารเลย”

หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญ
จากนั้นกราบลาพระอาจารย์ออกธุดงค์ บำเพ็ญศีล และเจริญภาวนาไปจนถึงนครเวียงจันทน์ สปป.ลาว
กระทั่งเห็นว่าสมควรแก่เวลาที่จะกลับสู่มาตุภูมิจึงมุ่งหน้าเข้าประเทศไทยทางจ.ตราด สู่วัดศิลาโมง ต.นายม อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์
จากนั้นดำเนินการบูรณะวัดครั้งใหญ่ สร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ขุดบ่อน้ำ ประการสำคัญคือ สร้างอุโบสถจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ ใช้ประกอบศาสนกิจต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังเป็นผู้นำในการก่อสร้างพระอุโบสถจนสำเร็จเรียบร้อยถึง 16 หลัง ทั้งยังวางศิลาฤกษ์หลังที่ 17 ไว้แล้วที่วัดช้างเผือก แต่มรณภาพเสียก่อน
ระหว่างท่องธุดงค์ท่านยังได้พบพระเกจิดังหลายรูป อาทิ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และ หลวงพ่อเง่า อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีภูมิ และรับถ่ายทอดพระเวทวิทยาคมต่างๆ อย่างครบถ้วน
สมณศักดิ์สุดท้ายได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะอำเภอชนแดน และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรในราชทินนาม “พระครูวิชิตพัชราจารย์”
จากนั้นกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดพระพุทธบาทเขาน้อย อำเภอชนแดน และกลับมาที่วัดช้างเผือกตามที่พระอาจารย์สีกล่าวฝากไว้ในอดีตว่า “หากจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิตแล้วก็ให้กลับมาพัฒนาวัดช้างเผือก อย่าปล่อยให้ร้างนะ”

มรณภาพอย่างสงบเมื่อวันที่ 19 มี.ค.2519 สิริอายุ 95 ปี พรรษา 74
ศิษยานุศิษย์และผู้เคารพนับถือได้นำสังขารไว้ในโลงแก้ว
ด้านวัตถุมงคลมีทั้งรูปหล่อโลหะ เหรียญ ตะกรุด แหวน ฯลฯ เป็นที่กล่าวขวัญถึงประสบการณ์ของผู้บูชาอยู่เป็นเนืองนิตย์ และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง
สำหรับเหรียญทูลเกล้าฯ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2518 หลวงพ่อทบ ประกอบพิธีปลุกเสกอธิษฐานจิตตลอดไตรมาส เป็นอีกเหรียญหนึ่งซึ่งกำลังมาแรง มีราคาเช่าหาบูชาหลักหมื่น
เป็นเหรียญที่ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดจัดสร้างเพื่อนำไปมอบให้แก่บรรดาทหาร ตำรวจ ที่สู้รบ ผกค.ในพื้นที่เขาค้อ และ ขจก.ในพื้นที่ภาคใต้
เหรียญที่เหลือจากนั้นผู้สร้างและวัดโบสถ์โพธิ์ทองเปิดให้เช่าบูชาแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อสมทบทุนก่อสร้างศาลาการเปรียญของวัดโบสถ์โพธิ์ทอง

ด้วยจัดสร้างในจำนวนที่จำกัดคือ เหรียญทองคำ น้ำหนัก 2 บาท สร้างขึ้น 1 เหรียญ ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เหรียญเงินจำนวน 9 เหรียญ เหรียญนวโลหะจำนวน 9 เหรียญ และเหรียญทองแดงรมดำจำนวน 9,999 เหรียญ
ลักษณะของเหรียญเป็นรูปไข่ ขนาด 2.5 เซนติเมตร หูห่วงในตัว ด้านหน้าเหรียญยกขอบสูงชั้นเดียว มีรูปหลวงพ่อทบลอยองค์นูนครึ่งตัว และเขียนเป็นตัวหนังสือไทยแบบโบราณ คำว่า “หลวงพ่อทบ” ที่สังฆาฏิตอกโค้ดตัว ‘ท’ คล้ายดอกจัน ส่วนเหรียญทองแดงรมดำจะมีทั้งตัว ‘ต’ และ ‘น’ และไม่ตอกโค้ด ด้วยเหรียญมีจำนวนมาก แต่มีคนที่นั่งตอกโค้ดเพียง 2 คน จึงอาจหลงลืมไปบ้าง

ด้านหลังเหรียญ ขอบยกหนา 1 เซนติเมตร ตรงกลางจะเป็นรูปยันต์ห้า ด้านบนยันต์เขียนชื่อ “พระครูวิชิตพัชราจารย์ (หลวงพ่อทบ) ฉลองครบรอบ ๘๑ พรรษา” โค้งไปตามขอบเหรียญ ด้านใต้ยันต์เขียนคำว่า “วัดโบสถ์โพธิ์ทอง ต.นายม อ.เมืองเพชรบูรณ์” ส่วนชิดขอบโค้งด้านล่างเขียนว่า “เมื่ออายุ ๙๔ ปี ๒๓ กค ๒๕๑๘”
ข้อสังเกต เหรียญแท้คำว่า พระครูวิชิต จะเว้นวรรค จากคำว่าพัชราจารย์
รุ่นนี้โดดเด่นในด้านแคล้วคลาดปลอดภัย เมตตามหานิยม ค้าขายดี