วันเสาร์ที่ 21 ธ.ค.2567 น้อมรำลึกครบรอบ 60 ปี มรณกาล “หลวงพ่อเขียน ธัมมรักขิโต” พระเกจิดังแห่งวัดสำนักขุนเณร ต.วังงิ้ว อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร มีความเชี่ยวชาญวิทยาคมเป็นที่เลื่องลือไปทั่วสารทิศ เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง วิทยาคมเข้มขลัง

แม้แต่หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญ เทพเจ้าแห่งเทือกเขารัง วัดช้างเผือก อ.เมืองเพชรบูรณ์ ยังให้ความเคารพนับถือ

มีนามเดิมว่า เสถียร จันทร์สา เกิดเมื่อปี พ.ศ.2399 ที่บ้านตลิ่งชัน ต.ชอนไพร อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์

เมื่อเยาว์วัย เป็นเด็กเฉลียวฉลาด อายุ 12 ปี เกิดศรัทธา จึงขออนุญาตจากบิดามารดา เข้าพิธีบรรพชา เมื่อปี พ.ศ.2411 ที่วัดทุ่งเรไร

ในขณะเป็นสามเณรศึกษาอักขรสมัยกับสมภาร พออ่านออกเขียนได้ และได้เรียนภาษาขอม ควบคู่กับภาษาไทย เพราะมีความขยันหมั่นเพียร ในการเขียนอ่าน สมภารจึงได้เปลี่ยนชื่อจาก “เสถียร” มาเป็น “เขียน” นับแต่บัดนั้น

อริยะโลกที่ 6

อยู่ในสมณเพศ จนอายุใกล้จะอุปสมบท จึงสึกออกมาเป็นฆราวาสอยู่ระยะหนึ่ง จนอายุ 20 ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดภูเขาดิน ใกล้กับแม่น้ำป่าสัก จ.เพชรบูรณ์ โดยมีพระอาจารย์ประดิษฐ์ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์สอน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ทองมี เป็นพระอนุสาวนาจารย์

หลังอุปสมบท 1 พรรษา บิดามารดารบเร้าให้ท่านสึก เพื่อแต่งงานกับหญิงสาวผู้หนึ่ง ที่อยากได้มาเป็นสะใภ้ แต่พระลูกชายปฏิเสธ

ดังนั้น เพื่อให้พ้นความยุ่งยาก จึงออกเดินทางไปเยี่ยมญาติที่บ้านวังตะกู อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ในเวลานั้น วัดวังตะกู ขาดพระภิกษุที่จำพรรษา ในปีนั้น กำนันตำบลวังตะกูจึงนิมนต์ให้ท่านจำพรรษา ณ ที่นั้น

ต่อมา เริ่มศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดเสาธงทอง จ.ลพบุรี มีพระอาจารย์ทอง เป็นผู้สอน อยู่ที่วัดแห่งนี้นาน 9 ปี ต่อมาเข้ามาศึกษาต่อที่วัดรังษี กรุงเทพฯ มีท่านเจ้าคุณพระธรรมกิตติ เป็นเจ้าอาวาส ในสมัยนั้น ก่อนกลับมาที่วัดเสาธงทองอีกครั้ง

กลับมาจำพรรษาที่วัดเสาธงทองได้ 9 พรรษา กำนันตำบลวังตะกูและชาวบ้านได้นิมนต์ให้มาจำพรรษาที่วัดวังตะกู หลวงพ่อเขียน รับนิมนต์และจำพรรษาที่วัดวังตะกูอีกวาระหนึ่งตั้งแต่นั้นมา

อยู่ที่วัดวังตะกู จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2491 กำนันเถาว์ ทิพย์ประเสริฐ์ บ้านสำนักขุนเณร ตอนนั้นยังเป็นกำนันตำบลวังงิ้ว พร้อมด้วยญาติโยมนิมนต์ท่านให้ไปจำพรรษาที่วัดสำนักขุนเณร ซึ่งอยู่ห่างกันกับวัดวังตะกูเพียง 5 กิโลเมตร เท่านั้น จึงเดินทางไปมาระหว่าง 2 วัดนี้มิได้ขาด

จนปี พ.ศ.2493 ตัดสินใจจำพรรษาที่วัดสำนักขุนเณรตั้งแต่นั้นมา

สมัยหนึ่ง เจ้าอาวาสวัดวังตะกู กราบนมัสการขออนุญาตท่านหล่อรูป และสร้างเหรียญ โดยจัดพิธีพุทธาภิเษกให้ประชาชนบูชา เพื่อหารายได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดวังตะกู ซึ่งก็ได้รับอนุญาต

ในพิธีพุทธาภิเษกครั้งนั้น ขณะประกอบพิธีปรากฏสายฝนตกลงมาอย่างหนัก กรรมการรีบเข้าไปนิมนต์ ขึ้นกุฏิหลบฝน แต่ท่านกลับบอกว่า ถ้าท่านลุกจากที่นี่อีกองค์หนึ่ง พิธีก็เสียหมด ทั้งยังกล่าวต่อไปว่า “ฝนมันตกไม่นานหรอกน่อ เพียง 5 นาทีเท่านั้นก็หาย เทวดาเขาให้ฤกษ์ดีน่อ”

ครั้นเวลาครบ 5 นาที ฝนก็หยุดตก ขาดเม็ดทันที!

สำหรับการเจริญกัมมัฏฐานของหลวงพ่อเขียน มักจะปฏิบัติในเวลาดึกสงัด ปราศจากเสียงรบกวน ในยามค่ำคืน จะมีแสงไฟสลัว ในกุฏิของหลวงพ่อเสมอ และมักจะดับเอาตอนรุ่งสางแล้ว

สำหรับวัตถุมงคลที่จัดสร้างเอง มีความเข้มขลัง เป็นที่แสวงหาของบรรดาเซียนพระอย่างมาก โดยเฉพาะเซียนจังหวัดพิจิตร ใครมีไว้ในครอบครอง มักจะหวงแหน

ปัจจุบันล้วนแต่หายาก ในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ถือว่าเป็นผู้มีวาจาสิทธิ์

มีโรคประจำตัวท่านอยู่โรคหนึ่ง คือ โรคหืด ซึ่งเป็นโรคที่ทรมานเป็นอย่างมาก เมื่อเวลาโรคกำเริบ แต่จะไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา เพราะระงับด้วยขันติธรรม

ครั้นเมื่อท่านชราภาพมากขึ้นทุกขณะ ฉันภัตตาหารไม่ค่อยจะได้ ทำให้เรี่ยวแรงหมดไปทุกที คณะกรรมการวัดและศิษยานุศิษย์ จึงได้นำไปรักษา ที่สถานพยาบาลในตลาดบางมูลนาก แต่เนื่องจากความชราและโรคกำเริบ สุดความสามารถของแพทย์จะรักษาได้

มรณภาพด้วยอาการสงบ คืนวันที่ 21 ธ.ค.2507 เวลา 23.50 น. สิริอายุ 108 ปี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน