วันจันทร์ที่ 27 ม.ค. 2568 น้อมรำลึกครบ 136 ปี ชาตกาล “หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม” วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา หนึ่งในพระป่ากัมมัฏฐาน ในฐานะแม่ทัพธรรมสาย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่สาธุชนให้ความเลื่อมใส
มีนามเดิมว่า สิงห์ บุญโท เกิดเมื่อวันที่ 27 ม.ค.2432 ที่บ้านหนองขอน ต.หัวทะเล อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี บิดาชื่อ อ้วน บุญโท เป็นข้าราชการหัวเมืองลาวกาว-ลาวพวน มีหน้าที่จัดการศึกษาและการพระศาสนา มารดาชื่อ นางหล้า บุญโท
พ.ศ.2446 บรรพชาที่วัดบ้านหนองขอน ต.หัวทะเล อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี
จนเมื่ออายุครบบวช เข้าพิธีอุปสมบทที่พัทธสีมาวัดสุทัศน์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2452 มีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระศาสนดิลก เจ้าคณะมณฑลภาคอีสาน เป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นได้เข้าถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ฝึกอบรมสมาธิภาวนากัมมัฏฐานอยู่กับหลวงปู่มั่น
เนื่องจากเป็นศิษย์ที่ได้รับความไว้วางใจจากหลวงปู่มั่นจึงให้แยกย้ายให้ไปอบรมสั่งสอนประชาชน
เป็นพระที่สามารถให้อุบายธรรมแก่บรรดาลูกศิษย์ โดยไม่ว่าผู้ใดติดขัดปัญหาธรรมแล้ว จะแนะนำอุบายให้พิจารณาจนกระจ่าง บางโอกาสต้องรับภาระหน้าที่แทนหลวงปู่มั่น นับว่าหนักหนาพอสมควรทีเดียว

หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม
ต่อมา หลวงชาญนิคมซึ่งเป็นบุคคลที่มีความเลื่อมใสในพระธุดงค์กัมมัฏฐานมาก มีประสงค์เป็นอย่างยิ่งที่จะฟื้นฟูจังหวัดนครราชสีมา ให้เป็นศูนย์รวมของพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จึงได้นิมนต์หลวงปู่สิงห์ ให้ไปช่วยสร้างวัดป่าสาลวัน เพื่อเป็นวัดป่าตัวอย่างของฝ่ายวิปัสสนาธุระ
มีโอกาสพบกับสหธรรมิก ซึ่งต่อมาเป็นพระเถระผู้ใหญ่จังหวัดสุรินทร์ คือ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เกิดชอบอัธยาศัยไมตรีกัน จึงจัดการช่วยเหลือพระสหาย ได้ญัตติเป็นพระธรรมยุติกนิกาย เป็นผลสำเร็จเมื่อปี พ.ศ.2461
พ.ศ.2463 หลวงปู่สิงห์เดินธุดงค์ผ่านมาพักจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านนาสีดา ต.กลางใหญ่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ได้พบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง มีความเคารพนับถือพระอาจารย์สิงห์มากเป็นพิเศษ เข้ามารับใช้อุปัฏฐากทุกสิ่งอย่าง เด็กหนุ่มคนนั้นคือ นายเทสก์ เรี่ยวแรง ซึ่งก็คือ พระราชนิโรธรังสี คัมภีร์ปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) ในขณะนั้นมีอายุ 16 ปี
มองเห็นบุญญาธิการตั้งแต่แรกพบ เมื่อคณะธุดงค์จะออกจากวัดบ้านนาสีดา หลวงปู่เทสก์ (ในขณะนั้นคือ หนุ่มเทสก์ เรี่ยวแรง) ขอติดตามไปด้วย
หลวงปู่สิงห์จึงให้ไปขออนุญาตบิดามารดาเสียก่อน และก็ได้เป็นไปตามสภาพกุศลเกื้อกูลทุกประการ พาคณะธุดงค์เดินตัดตรงไปทางอ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ได้พักจำพรรษาโดยปักกลดในบริเวณป่าช้าแห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นแหล่งปฏิบัติสมาธิภาวนาธรรมชื่อว่า “วัดป่าอรัญญวาสี” จ.หนองคาย
พร่ำสอนลูกศิษย์รักให้รู้จักเจริญพรหมวิหารธรรม ต่อมาท่านมอบหมายให้พระอาจารย์ลุย เป็นพระอุปัชฌาย์ บรรพชาสามเณรเทสก์ขึ้นที่วัดบ้านเค็งใหม่ จ.อุบลราชธานี
ในการทดแทนพระคุณอันสูงล้ำของบิดามารดา จึงได้เดินทางไปโปรดบิดา มารดา จนมีจิตใจแจ่มใสเบิกบานในธรรม ได้ให้บิดา มารดา เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยการแนะนำไปทีละน้อยๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของบุตรพึงกระทำเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2500 ได้รับพระราช ทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญฝ่ายวิปัสสนาธุระ ในราชทินนาม พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์
บั้นปลายชีวิต เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2507 เวลา 10.20 น. หลวงปู่สิงห์มรณภาพอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งเรื้อรังในกระเพาะอาหาร ที่วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา สิริอายุ 73 ปี