วันเสาร์ที่ 1 มี.ค.2568 น้อมรำลึกครบรอบ 142 ปี ชาตกาล “หลวงปู่บุญมี อินทเชฏฐโก” วัดแก่งโกสุม อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม อดีตพระเกจิเรืองวิทยาคมแห่งภาคอีสานที่มีชื่อเสียงโด่งดังเมื่อเกือบร้อยปีก่อน
เป็นพระเถระที่มุ่งเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ครองตนสมถะเสมอต้นเสมอปลาย

เกิดในสกุลภูกิ่งทอง เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2426 ที่บ้านคันฮุง ต.คันฮุง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด บิดา-มารดาชื่อ พ่อหมื่นศรี และแม่พันธ์ ภูกิ่งทอง
วัยเยาว์ ด.ช.บุญมีมีสติปัญญาเฉียบแหลม เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็วกว่าเด็กวัยเดียวกัน รวมทั้งมีจิตใจเอนเอียงเข้าหาพระธรรม
เมื่ออายุ 13 ปี บิดานำไปบวชเป็นสามเณรที่วัดบ้านคันฮุงในหมู่บ้าน
มุมานะศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมด้วยความขยันขันแข็งที่วัดบ้านคันฮุง 4 ปี มีความปรารถนาศึกษาพระธรรมวินัยให้ลึกซึ้ง
พ.ศ.2442 ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดปทุมวนาราม อ.ปทุมวัน จ.พระนคร หลังสอบได้นักธรรมชั้นตรี มุ่งเรียนมูลกัจจายน์ เรียนสนธิ ไวยากรณ์
อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบท ณ อุโบสถวัดปทุมวนาราม โดยมีพระปัญญาพิศาลเถร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมไตรโลกาจารย์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
จำพรรษาศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่วัดปทุมวนาราม ด้วยความที่เป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด มีชื่อเสียงในการสวดปาติโมกข์ได้แม่นยำและคล่องแคล่ว หลายครั้งที่ได้รับฉันทานุญาตให้ไปร่วมสวดในพระบรมมหาราชวังกับพระเถรานุเถระเป็นประจำ
แม้จำพรรษาอยู่วัดในเมืองหลวง แต่ชมชอบความสันโดษ หลังออกพรรษาทุกปีมักจะออกเดินธุดงค์แสวงหาความหลุดพ้นตามป่าเขาลำเนาไพรทั่วประเทศ ส่วนมากจะขึ้นมาทางภาคอีสาน
นอกจากนี้ ยังใช้เวลาช่วงเดินธุดงควัตรหลังออกพรรษาศึกษาวิทยาคมด้วย โดยสันนิษฐานว่าน่าจะศึกษาจากสำนักพระอาจารย์โสภาวดี วัดฟ้าเหลื่อม อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งพระเกจิสายอีสานยุคนั้นมักจะไปเล่าเรียนที่วัดแห่งนี้ทั้งสิ้น
เมื่ออายุมากขึ้นหวนกลับมาจำพรรษาอยู่วัดอีสานบ้านเกิด และมีชื่อเสียงขจรขจายไปหลายจังหวัด ด้วยวิชาแคล้วคลาดคงกระพันและกันบ้านกันเมือง แต่ละวันมีพุทธศาสนิกชนไปเคารพกราบไหว้ ศึกษาไสยเวทจากท่านอย่างเนืองแน่น
สำหรับปัจจัยที่ได้รับได้นำไปพัฒนาวัดและสร้างอุโบสถให้กับวัดที่ท่านจำพรรษาอยู่ เมื่อวัดนั้นเจริญรุ่งเรืองจะไปจำพรรษาสร้างความเจริญให้วัดอื่นต่อไป
พ.ศ.2480 ชาวบ้านท่างาม บ้านแก่งโกสุม อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ได้เกิดโรคระบาด ชาวบ้านเจ็บป่วยและเสียชีวิตโดยไร้สาเหตุ ต่างลือกันว่าเป็นการกระทำของผีห่าผีปอบ ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันไปนิมนต์ขณะจำพรรษาอยู่วัดท่านางไหม ต.พระลับ จ.ขอนแก่น มาช่วยปัดเป่าทุกข์ภัย โดยทำพิธีกันบ้านกันเมือง ปรากฏว่าเหตุร้ายต่างๆ ได้ยุติลงทันที
ชาวบ้านจึงนิมนต์ให้จำพรรษาอยู่วัดแก่งโกสุม จึงได้ออกไปสร้างวัดอยู่ฝั่งบึงยาง ที่ตั้งวัดแก่งโกสุมในปัจจุบัน
ด้วยบารมีหลวงปู่บุญมี ทำให้มีผู้แสวงบุญเดินทางมากราบนมัสการและฟังธรรมจากท่านเป็นจำนวนมาก ทำให้วัดแก่งโกสุมเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว ภายหลังจากที่ท่านสร้างอุโบสถวัดแก่งโกสุมแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2500 หลวงปู่ย้ายไปจำพรรษาสร้างอุโบสถที่วัดเกาะแก้วโกสุม และสร้างอุโบสถวัดป่าดงรัง (ธรรมยุต)
ส่วนงานปกครองสงฆ์ พ.ศ.2486 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอเมือง อำเภอโกสุมพิสัย และอำเภอกันทรวิชัย พ.ศ.2497 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูเชฏฐคุณาจาร
ล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัย ด้วยความไม่เที่ยงของสังขาร หลวงปู่มีอาการอาพาธ เลือดไหลออกปากและทวาร แต่ท่านปลงอนิจจสังเวช เห็นว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาของชีวิต
ครั้นเมื่ออาการกำเริบหนักขึ้น ญาติโยมได้นำส่งโรงพยาบาลจังหวัดขอนแก่นเพื่อรักษา วันที่ 27 ก.ค.2512 สิ้นลมด้วยอาการสงบ สิริอายุ 86 ปี พรรษา 66
หลังจากเก็บสังขารไว้จนถึงวันที่ 15 มี.ค.2513 ได้จัดพิธีพระราชทานเพลิงอย่างสมเกียรติ
แม้ละสังขารไปนาน แต่คุณงามความดียังคงปรากฏอยู่ในจิตใจตราบจนถึงปัจจุบัน