“วัดอรัญญิกาวาส” ตั้งอยู่ในป่าโคกหนองอีเฒ่า บ้านโนนเขวา ต.วังแสง อ.แกดำ จ.มหาสารคาม มีเนื้อที่กว่า 75 ไร่ สังกัดธรรมยุต ได้รับอนุญาตให้มีฐานะเป็นวัด เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2541

ปัจจุบันพระอธิการประสาน ฐิตวโร ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางป่า บรรยากาศโดยรอบจึงอุดมไปด้วยไม้นานาพันธุ์ เมื่อพุทธศาสนิกชนย่างเข้าไปก็จะสัมผัสถึงความสงบร่มรื่น
ภายในบริเวณวัดมีอาคารสิ่งก่อสร้างไม่มากนัก อาทิ กุฏิปฏิบัติธรรม ศาลาปฏิบัติสังฆกรรม หอประปา/ระฆัง โรงครัวขนาดเล็ก พระอุโบสถแบบศิลปะอีสาน เป็นต้น

สำหรับป่าโคกหนองอีเฒ่าเป็นป่าสาธารณประโยชน์ที่ชาวบ้านรวม 3 ตำบล ประกอบด้วย ตำบลมิตรภาพ ตำบลวังแสง และตำบลแกดำ อ.แกดำ จ.มหาสารคาม ใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นแหล่งอาหารพื้นบ้านของชุมชนอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยเห็ด ผักป่า สัตว์ป่านานาชนิด
ที่สำคัญมีพืชสมุนไพรขึ้นอยู่มากมาย จึงมีความพิเศษกว่าป่าแห่งอื่นๆ ในปี 2537 ทางกลุ่มงานเภสัชกรรมโรงพยาบาลมหาสารคามเข้ามาสำรวจพันธุ์พืชสมุนไพรและสรรพคุณทางยาที่แพทย์แผนไทยใช้ในสวนป่าแห่งนี้

ปรากฏว่าพบพันธุ์พืชสมุนไพรถึง 160 ชนิด น่าทึ่งมากที่สุดคือ แพทย์แผนไทยในคณะที่ออกสำรวจเคยใช้เป็นยารักษาคนไข้มาก่อนถึง 108 ชนิด จำนวนต้นยาทั้งสิ้น 7,713 ต้นที่ขึ้นอยู่ในป่าธรรมชาติ และที่ปลูกเสริมอีกจำนวนหนึ่ง
หลังการสำรวจในครั้งนั้นได้มีการเขียนป้ายชื่อสมุนไพรติดไว้ทั้งชื่ออีสาน ชื่อทางราชการ ชื่อวิทยาศาสตร์ วงศ์ชนิดของไม้ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่ไม่มีความรู้ทางด้านสมุนไพร รวมทั้งแพทย์แผนไทยในท้องถิ่นได้รู้จักเลือกใช้สมุนไพรอย่างถูกชนิด

หลายปีที่ผ่านมามีหมอยาพื้นบ้านเข้ามาเก็บตัวยาในป่านี้เป็นประจำ ทุกคนต่างพอใจเพราะหาตัวยาได้ง่ายขึ้นหลังมีป้ายชื่อติดไว้ แต่ปัจจุบันป้ายชื่อส่วนใหญ่ที่ติดไว้ตามต้นไม้อยู่ในสภาพชำรุด
ในอดีตถึงแม้ชุมชนจะได้ประโยชน์จากป่าโคกหนองอีเฒ่า แต่การใช้ประโยชน์จากป่าอย่างขาดจิตสำนึกขาดความรู้ จึงทำให้เขตป่าบางส่วนถูกบุกรุก ต้นไม้ใหญ่ถูกตัดฟันทำลายไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการเข้ามาใช้ประโยชน์ด้านการเก็บเกี่ยวสมุนไพรไม่มีการปลูกทดแทน ป่าแห่งนี้จึงทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อกว่า 20 ปีก่อน นายประสาสน์ รัตนะปัญญา อดีตประธานสภาหมอพื้นบ้านภาคอีสาน นักอนุรักษ์ป่าคนสำคัญของมหาสารคาม ขณะยังมีชีวิตอยู่เล็งเห็นว่าหากสถานการณ์ยังคงเป็นอยู่อย่างนี้อีกไม่นานคงไม่หลงเหลือสภาพป่าเป็นแน่ จึงเป็นหัวแรงใหญ่ลงพื้นที่ติดต่อประสานงานกับภาคราชการและผู้นำชุมชนในท้องถิ่นทั้ง 3 ตำบลที่อยู่รอบอาณาเขตป่า ร่วมกันระดมความคิดหาแนวทางรักษาป่าผืนนี้เอาไว้
เบื้องต้นได้ร่วมกับชาวบ้านและชุมชนใกล้เคียงช่วยกันบริจาคทรัพย์ตั้ง “วัดอรัญญิกาวาส” ในป่าโคกแห่งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อรักษาป่าไม้โคกสาธารณะแห่งนี้ไม่ให้ถูกบุกรุกแผ้วถางทำลาย ด้วยคนเฝ้าดูแลป่าได้ดีที่สุดคือพระสงฆ์ หากป่าบริเวณใดเป็นธรณีสงฆ์มักจะรอดพ้นจากการถูกบุกรุกทำลาย จึงมีการขออนุญาตก่อตั้งวัดขึ้นในป่านี้

ทำให้ป่าสมุนไพรแห่งนี้อยู่ในการดูแลของสามองค์กรคือ ภาคราชการ ประชาชน รวมทั้งพระภิกษุในวัดนี้
ต่อมาได้มีการตั้งกลุ่มอนุรักษ์ป่าสมุนไพรวัดป่าอรัญญิกาวาสเพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าสมุนไพรที่มีอยู่ในป่าขึ้นเองตามธรรมชาติ ให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์การรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน

นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบของประชาชนในการป้องกันการบุกรุกทำลาย การอนุรักษ์ป่า และการบำรุงรักษาป่าให้คงสภาพที่อุดมสมบูรณ์อยู่คู่ชุมชนอย่างยั่งยืนและต้องการใช้ป่าแห่งนี้ปลุกจิตสำนึกให้ชุมชนรู้จักรักต้นไม้ เห็นคุณค่าของต้นไม้
ทุกวันนี้ทุกคนต่างตระหนักดีว่าป่านั้นมีคุณอนันต์ ทั้งวัดและบ้านจึงช่วยกันดูแลรักษา ทำให้ระบบนิเวศวิทยาภายในป่าแห่งนี้มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งยาสมุนไพร เป็นแหล่งอาหารของชุมชนที่ทุกคนต้องร่วมใจกันปกป้องไว้ เพราะป่าชุมชนในภาคอีสานนับวันจะหมดไป

พุทธศาสนิกชนที่มาวัดอรัญญิกาวาสนอกจากจะอิ่มบุญแล้ว ยังได้เที่ยวชมศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรที่อยู่รอบวัดอีกด้วย
เชิด ขันตี ณ พล