กรุงเทพมหานคร มี “เสาหลักเมือง” คู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่ครั้งสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ประดิษฐาน ณ ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร เยื้องกับพระบรมมหาราชวัง จึงถือเป็นหลักชัยคู่บารมีกรุงรัตนโกสินทร์

ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร สร้างพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ตามประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดกันมา เป็นหนึ่งในพิธีพราหมณ์ที่ว่าไว้ว่า ก่อนที่จะสร้างเมืองจะต้องทำพิธียกเสาหลักเมืองในที่อันเป็นชัยภูมิสำคัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้น โดยโหรหลวงจะต้องผูกชะตาเมืองถวาย พร้อมกับทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองล่วงหน้า แล้วบรรจุ ‘ดวงชะตาเมือง’ ไว้ในเสาหลักเมืองด้วย

มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่า … เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้โหรผูกชะตาเมืองกรุงเทพฯ ที่จะสร้างขึ้นใหม่นั้น โหรหลวงได้ทูลเกล้าฯ ถวายดวงเมือง 2 แบบ คือ ดวงเมืองแบบหนึ่ง บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรือง ไม่มีเหตุวุ่นวาย แต่ทว่าจะต้องมีอยู่ระยะหนึ่งที่ประเทศไทยต้องตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ ส่วนอีกดวงเมืองหนึ่งนั้น ประเทศไทยจะมีแต่เรื่องยุ่งวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด แต่ทว่าจะสามารถรักษาเอกราชได้ตลอดไป ปรากฏว่าพระองค์ทรงเลือก ดวงเมืองตามแบบหลัง อาจเป็นเพราะทรงมีพระราชดำริว่า การที่จะต้องตกไปเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่นนั้น แม้บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองแค่ไหน ก็ไม่มีความหมาย อันใด ถ้าสิ้นความเป็นไท …
แล้วก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ยิ่ง ด้วยกาลต่อมา ในช่วงรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบของไทย ทั้ง ลาว เขมร พม่า และมลายู ต่างตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสและอังกฤษจนหมดสิ้น ไม่เว้นแม้ประเทศใหญ่ๆ อย่างอินเดีย ยังตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่ยังคงรักษาเอกราชอยู่ได้

ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 1 โปรดให้กระทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2325 เวลา 6.54 นาฬิกา ตามฤกษ์มงคล การฝังเสาหลักเมืองประกอบพระราชพิธีตามพระตำราที่เรียกว่า พระราชพิธีนครฐาน โดยใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง ประกับด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางวัดที่โคนเสา 29 เซนติเมตร สูง 187 นิ้ว กำหนดให้ความสูงของเสาหลักเมืองอยู่พ้นดิน 108 นิ้ว ฝังลงในดินลึก 79 นิ้ว มีเม็ดยอดรูปบัวตูม สวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง ล้วงภายในไว้เป็นช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง

ต่อมาในปี พ.ศ.2395 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โปรดให้ขุดเสาหลักเมืองเดิมที่ชำรุด และจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทน เป็นแกนไม้สัก ประดับนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ 6 แผ่น สูง 108 นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง 70 นิ้ว บรรจุ ‘ดวงชะตาเมือง’ ในยอดเสาทรงมัณฑ์ ที่มีความสูงกว่า 5 เมตร แล้วทรงอัญเชิญหลักเมืองเดิมและหลักเมืองใหม่ ประดิษฐานในศาลหลักเมืองที่สร้างใหม่ มียอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว ได้แบบอย่างจากศาลหลักเมืองกรุงศรีอยุธยา ตามอุดมมงคลฤกษ์ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม 2395 เวลา 04.48 น.

เสาหลักเมืองของกรุงเทพมหานครจึงมีด้วยกัน 2 หลัก ซึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลักประจำศาลฯ นอกจากนี้ ยังเป็นที่ประดิษฐานเทพารักษ์องค์สำคัญ 5 องค์ ประกอบด้วย พระเสื้อเมืองพระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อเจตคุปต์ และเจ้าพ่อหอกลอง เพื่อปกป้องคุ้มครองและสร้างความร่มเย็นแก่ประเทศชาติและประชาชนที่พึ่งพระบรมโพธิสมภารทั่วประเทศ

ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร จึงนับเป็นหลักชัยที่เคารพศรัทธาและที่พึ่งทางใจของผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ เมื่อใดที่มีโอกาสเข้ามาในอาณาบริเวณ ก็จะต้องมากราบสักการะขอพร โดยเชื่อว่าหากได้มาขอพรเสาหลักเมือง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ณ ศาลหลักเมืองนี้แล้ว จะตัดเคราะห์ เสริมโชคชะตา เสริมความมั่นคงรุ่งเรืองในชีวิต และประสบความสำเร็จในสัมมาอาชีพ แต่ละวันจึงมีผู้คนมากราบไหว้กันเป็นจำนวนมาก

โดยทางศาลฯ ได้จัดสร้างเสาหลักเมืองจำลอง ให้ได้สรงน้ำ ปิดทอง และผูกผ้าแพร ก่อนเข้าไปสักการะองค์จริงที่อยู่ด้านใน
คาถาบูชาองค์พระหลักเมือง ท่องนะโม 3 จบ ต่อด้วยพระคาถา …
“ศรีโรเม เทพเทวานัง พระหลักเมืองเทวานัง พระภูมิเทวานัง ทีปธูปจะบุปผัง สักการะวันทนัง สูปพยัญชนะ สัมปันนังสารีนัง อุททะกัง วะรัง เตปิตุมเห อานุรักษ์ขันตุ อาโรขเยนะสุเขนะจะ”