“สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” (แพ ติสสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8
ได้รับการยกย่องเป็นพระคณาจารย์ที่โด่งดังในการสร้าง “พระกริ่ง” ของเมืองไทย
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสสเทโว) สร้างพระกริ่งรุ่นแรกในปีพุทธศักราช 2411 ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่ “พระเทพโมลี”
เมื่อสร้างพระกริ่งออกมาแล้ว มีเสียงเขย่าดังของเม็ดกริ่งที่ดังกังวาน และไม่ปรากฏรูเจาะ-รูคว้านให้เห็น ซึ่งจะต้องทำให้เป็นเนื้อเดียวกับองค์พระ

มวลสารแห่งเนื้อพระตามสูตรโบราณ ประกอบด้วย ชิน น้ำหนัก 1 บาท, จ้าวน้ำเงิน (แร่ชนิดหนึ่ง สีเขียวปนน้ำเงิน) น้ำหนัก 2 บาท, เหล็กละลายตัว น้ำหนัก 3 บาท, บริสุทธิ์ทองแดงบริสุทธิ์ น้ำหนัก 4 บาท, ปรอท น้ำหนัก 5 บาท, สังกะสี น้ำหนัก 6 บาท, ทองแดง น้ำหนัก 7 บาท, เงิน น้ำหนัก 8 บาท และทองคำ น้ำหนัก 9 บาท มาหล่อหลอมให้กินกันดี นำมาตีเป็นแผ่น แล้วจารยันต์ 108 กับ นะ ปถมัง 14 จนได้ “เนื้อนวโลหะ” ออกมาเป็นสีนากสุก เมื่อปล่อยไว้นานเข้าจะกินอากาศเป็นผิวกลับดำ มีพรายเงิน พรายทอง แล้วแต่กระแสโลหะและผิวดำมันวาวอย่างสีปีกแมลงทับ
“พระกริ่งเทพโมลี” มีความสูง 4.2 ซ.ม. ฐานกว้าง 2 ซ.ม. กล่าวกันว่าพระกริ่งรุ่นนี้มีจำนวนการสร้างน้อยมาก โดยจัดสร้างเป็น 2 ครา ครั้งแรกในปี พ.ศ.2441 จำนวน 9 องค์ และสร้างอีกครั้งในปี พ.ศ.2442 อีกจำนวนหนึ่ง โดยรวมแล้วไม่น่าจะเกิน 20 องค์
ประกอบพิธีหล่อที่หน้ากุฏิใหญ่ ในคณะ 11 วัดสุทัศน์
เป็นพระกริ่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นพุทธศิลปะแบบไทยประยุกต์ โดยสร้างเป็นเนื้อนวโลหะ ภายในขาวคล้ายเงิน แล้วกลับดำสนิท
สำหรับพระประวัตินั้น มีพระนามเดิม “แพ” ประสูติเมื่อวันพุธที่ 12 พ.ย.2399 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครอบครัวเป็นชาวสวนบางลำพูล่าง อำเภอคลองสาน จังหวัดธนบุรี
พ.ศ.2411 ปีมะโรง บรรพชาที่วัดราชบูรณะ ศึกษาเล่าเรียนที่วัดทองนพคุณ ต่อมาเมื่ออายุ 16 ปี ตามสมเด็จพระวันรัต (สมบูรณ์) มาอยู่วัดพระเชตุพนฯ ครั้นอาพาธใกล้ถึงมรณภาพ แนะนำให้พระองค์ไปฝากตัวเป็นศิษย์พระเทพกวี (แดง) วัดสุทัศน์ (ภายหลังพระเทพกวีได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต)

เมื่อปีเถาะ พ.ศ.2422 อุปสมบทที่วัดเศวตฉัตร มีพระเทพกวี (แดง) เป็นพระอุปัชฌาย์ กลับมาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมกับพระอุปัชฌาย์ที่วัดสุทัศน์ และยังได้ศึกษากับสมเด็จพระสังฆราช (สา) วัดราชประดิษฐ์ด้วย
ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรม 3 ครั้ง ได้เปรียญธรรม 5 ประโยค
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2432 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่พระศรีสมโพธิ และได้เลื่อนสมณศักดิ์ชั้นเทพในพระราชทินนามเดิม เมื่อ พ.ศ.2439
พ.ศ.2441 ทรงเลื่อนเป็นพระราชาคณะที่พระเทพโมลี พ.ศ.2433 ทรงเลื่อนเป็นพระธรรมโกษาจารย์
พ.ศ.2455 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานหิรัญบัฏ เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระพรหมมุนี
พ.ศ.2466 ได้รับพระราชทานสุพรรณบัฏเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระพุฒาจารย์
พ.ศ.2472 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต
ครั้นเมื่อสมเด็จพระสังฆราชชินวรณ์สิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 11 วัดราชบพิธฯ เสด็จสวรรคต จึงได้ประกาศสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ เมื่อวันที่ 15 พ.ย.2481 โดยประกาศสถาปนาสมเด็จพระวันรัตขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ 8
ในปีถัดมาในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 วันที่ 19 ก.ย.2482 ได้มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสุพรรณบัฏ ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ว่า “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ”
ถึงวันที่ 1 พ.ย.2487 ประชวรจนคณะแพทย์ถวายการรักษาจนสุดความสามารถ พระอาการทรุดหนัก จนถึงวันที่ 26 พ.ย.2487 สิ้นพระชนม์ที่ตำหนักวัดสุทัศนเทพวราราม สิริพระชนมายุ 89 พรรษา พรรษา 66
ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชรวม 7 ปี
สำหรับพระกริ่งวัดสุทัศน์ที่สร้างในสมัยสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2441-2486 มีด้วยกันหลายรุ่น ซึ่งล้วนทรงคุณค่า เป็นที่นิยมสะสมแสวงหาทั้งสิ้น อาทิ พระกริ่งธรรมโกษาจารย์, พระกริ่งพรหมมุนี, พระกริ่งพุฒาจารย์ เป็นต้น
รุ่นสุดท้ายที่พระองค์ทรงสร้างไว้คือ “พระกริ่งเชียงตุง” ซึ่งสร้างในปี พ.ศ.2486
หลังสิ้นพระชนม์ การสร้างพระกริ่งสายวัดสุทัศน์ยังคงสืบทอดกันมาถึงทุกวันนี้