หลวงพ่อวัดไร่ขิง
“หลวงพ่อวัดไร่ขิง” เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐานเป็นที่เคารพกราบไหว้อยู่ ณ วัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นเวลานาน คนในท้องถิ่นต่างเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ และมักกราบไหว้บนบาน เมื่อมีทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ
เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 4 ศอก 2 นิ้ว สูง 4 ศอก 16 นิ้ว ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี 5 ชั้น มีผ้าทิพย์ปูทอดลงมา ผินพระพักตร์สู่ทิศเหนือ องค์พระงดงาม เป็นการผสมผสานงานพุทธศิลป์ 3 สมัย คือ เชียงแสน อู่ทอง และสุโขทัย แต่ไม่ปรากฏหลักฐานใครสร้างขึ้นเมื่อไหร่

หลวงพ่อวัดไร่ขิง
จากหนังสือประวัติของวัด ระบุว่าเรื่องราวของหลวงพ่อวัดไร่ขิง ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมราชานุวัตร
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) พื้นเพของท่านเป็นชาวนครชัยศรี เล่ากันเป็นสองนัยว่า เป็นผู้สร้างวัดไร่ขิง เมื่อปี พ.ศ.2394 อาราธนาพระพุทธรูปจากพระนครศรีอยุธยามาเป็นพระประธาน
กับอีกความหนึ่งว่า วัดไร่ขิง เดิมมีพระประธานอยู่แล้วแต่องค์เล็ก สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) จึงให้ไปนำพระพุทธรูปจากวัดของท่าน ซึ่งผู้คนจากวัดไร่ขิงก็พากันขึ้นไปรับ เชิญลงแพไม้ไผ่ล่องลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าแม่น้ำท่าจีนจนถึงวัด ก่อนอัญเชิญขึ้นประดิษฐานในพระอุโบสถ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ตรงกับวันสงกรานต์ในปีนั้นพอดี
ขณะที่อัญเชิญหลวงพ่อวัดไร่ขิงขึ้นจากน้ำสู่ปะรำพิธี เกิดความมหัศจรรย์ แสงแดดที่แผดจ้ากลับพลันหายไป ความร้อนระอุในวันสงกรานต์กลางเดือนห้า บังเกิดมีเมฆดำทะมึน ฝนโปรยลงมา ทุกคนในที่นั้นเกิดความยินดี พากันอธิษฐานจิต ขอหลวงพ่อจักทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข ดับความร้อนคลายความทุกข์ให้หมดไป ดุจสายฝนที่เมทนีดลทำให้ชุ่มฉ่ำ เจริญงอกงามด้วยธัญญาหาร”
จึงถือเป็นวันสำคัญ จัดให้มีงานเทศกาลนมัสการปิดทองประจำปี หลวงพ่อวัดไร่ขิง สืบต่อมาถึงทุกวันนี้
ชาวบ้านเชื่อศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อวัดไร่ขิง ว่าสามารถปัดเป่าทุกข์โรคภัยไข้เจ็บทั้งปวงได้อย่างอัศจรรย์ ทั้งยังอำนวยโชคลาภให้แก่ผู้ที่เดินทางมาสักการะและบนบานศาลกล่าวด้วย “ว่าวจุฬา”
เชื่อว่าหลวงพ่อชอบเป็นพิเศษ รองลงมาคือ ประทัดและละครรำ
แม้ช่วงนี้กระแสข่าวลบเกี่ยวกับอดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง ที่ถูกจับข้อหายักยอกเงินวัด ส่งผลให้จำนวนผู้คนเข้าวัดลดลงอย่างเห็นได้ชัด ร้านค้าในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงไปด้วย
แต่เชื่อว่า ความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อองค์หลวงพ่อวัดไร่ขิง ยังคงไม่มีวันเสื่อมคลาย
เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ทุกอย่างก็จะกลับคืนสู่สภาวะปกติ
พระพุทธไตรรัตนนายก
“วัดพนัญเชิงวรวิหาร” พระอารามหลวงชั้นโท ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
มีพระประธานในพระอุโบสถ เรียกกันว่า “พระโต” หรือ “หลวงพ่อโต” หรือ “หลวงพ่อพนัญเชิง” ชาวจีนเรียกว่า “ซัมปอกง” โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “พระพุทธไตรรัตนนายก”

พระพุทธไตรรัตนนายก วัดพนัญเชิง
เป็นศิลปะอู่ทองตอนปลาย ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ มีพัดยศขนาดใหญ่ตั้งอยู่เบื้องหน้า องค์พระปั้นด้วยปูน ลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง 14.20 เมตร สูง 19.20 เมตร ในพงศาวดารระบุว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้ง กษัตริย์แห่งอโยธยา เป็นผู้สร้างไว้ และพระราชทานนามว่า วัดพระเจ้าพระนางเชิง เข้าใจว่าพระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นพร้อมกับวัด และสร้างไว้กลางแจ้ง
ในจดหมายเหตุของแคมเฟอร์เขียนครั้งกรุงศรีอยุธยาว่า พระพุทธรูปองค์นี้เป็นของมอญ ในหนังสือภูมิสถานอยุธยา ว่าเป็นของพระเจ้าสามโปเตียน ซึ่งน่าจะเพี้ยนมาจากภาษาจีนว่า ซำปอกง แปลว่า รัตนตรัย
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ปรากฏว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงซ่อมครั้งหนึ่ง และต่อมาพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา คงจะซ่อมแซมอีกหลายพระองค์
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระปฐมบรมราชจักรีวงศ์ ทรงปฏิสังขรณ์และได้รับการบูรณะต่อมาหลายพระองค์
โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้บูรณะใหม่ทั้งองค์ เมื่อปลาย พ.ศ.2397
ต่อมาในรัชกาลที่ 7 องค์พระส่วนพระหนุ (คาง) พังทลายลงมาจนถึงพระปรางค์ทั้งสองข้าง ได้ซ่อมแซมจนเรียบร้อยภายในเวลา 1 ปี ครั้งนั้นได้เปลี่ยนพระอุณาโลมจากทองแดงเป็นทองคำด้วย
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีการปฏิสังขรณ์ ลงรักปิดทองใหม่ทั้งองค์ 2 ครั้ง คือในปี พ.ศ.2491 กับปี พ.ศ.2534-2536
ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า เมื่อกรุงศรีอยุธยาจะเสียแก่พม่าครั้งที่สองนั้นพระพุทธรูปองค์นี้มีน้ำพระเนตรไหลออกมาทั้งสองข้าง
หลวงพ่อโต เป็นที่นับถือของชาวไทยและชาวจีน มักจะมากราบไหว้โดยเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น การค้าขายเจริญก้าวหน้า พุทธศาสนิกชนส่วนมากจะนำผ้ามาห่มองค์พระ มักนิยมนำผลไม้ เครื่องเซ่นไหว้ อาหารคาวหวานมาสักการะ
เป็นพระอารามที่มีผู้มาชมและกราบไหว้พระพุทธรูปมากที่สุดแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา
หลวงพ่อพระใส
“หลวงพ่อพระใส” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองประดิษฐาน ณ วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง อ.เมือง จ.หนองคาย
เป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก มีพระรูปลักษณะงดงามมาก ขนาดหน้าตักกว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว ส่วนสูงจากพระชงฆ์เบื้องล่างถึงยอดพระเกศ 4 คืบ 1 นิ้ว
ปัจจุบัน ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถวัดโพธิ์ชัย เชื่อกันว่าหล่อในสมัยเชียงแสน ชั้นหลังพระใสเป็นพระพุทธรูปล้านช้าง
สมัยนั้นประเทศล้านช้างยังรุ่งเรืองอยู่และพระพุทธศาสนากำลังเจริญรุ่งเรือง พระเจ้าแผ่นดินทรงสนพระทัยในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง พระใสเป็นพระพุทธรูปที่หล่อคราวเดียวกันกับพระเสริม และพระสุก และคู่เคียงกันมาเสมอ

หลวงพ่อพระใส
พระใส เป็นพระพุทธรูปที่ผู้หล่อประสงค์จะให้เป็นพระสำหรับแห่มาแต่เดิม สังเกตได้จากห่วงกลม 3 ห่วง โตกว่านิ้วมือติดอยู่กับพระแท่น (หล่อติดกับองค์พระ) สำหรับผูกสอดเชือกขันกับยานแห่
เมื่อประมาณ 60 ปีมาแล้ว พระเกศเดิมของพระใสซึ่งเป็นของที่มีราคามาก ได้ถูกขโมยลักเอาไป พระเกศที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้เป็นพระเกศใหม่
นอกจากนี้ ภายในพระอุโบสถวัดโพธิ์ชัย มีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติความเป็นมา
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าอนุวงศ์แห่งเมืองเวียงจันทน์ได้แข็งข้อ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ปราบเมืองเวียงจันทน์ นำโดยสมเด็จพระบวรราชเจ้า เมืองเวียงจันทน์จนสงบ จึงคิดอัญเชิญพระใสมาฝั่งไทย อัญเชิญประดิษฐานไว้ ณ วัดประดิษฐ์ธรรมคุณ
ในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดให้ขุนวรธานีและเจ้าเหม็น ข้าหลวงอัญเชิญพระใสลงไปกรุงเทพฯ ขบวนเกวียนของพระใสจากวัดประดิษฐ์ธรรมคุณถึงวัดโพธิ์ชัย เกิดเหตุขัดข้อง เกวียนไม่สามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้
ท้ายที่สุดเกวียนก็หักลง แม้จะนำเกวียนมาเปลี่ยนใหม่ แต่ไม่เป็นผล จึงตกลงกันว่าพระใสจะประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัย
เข้าไปกราบสักการะหลวงพ่อพระใส ขอพรให้มีความสุข ความสำเร็จในด้านต่างๆ มักจะประสบความสำเร็จสมความปรารถนา