วันเสาร์ที่ 2 ส.ค.2568 น้อมรำลึกครบรอบ 45 ปี มรณกาล “พระครูขันตยาภิราม” หรือ “หลวงพ่อวงษ์ วังสปาโล” วัดปริวาสราชสงคราม เขตยานนาวา กรุงเทพฯ พระเกจิชื่อดังทรงวิทยาคุณเข้มขลัง โด่งดังในเรื่องการปลุกเสกเครื่องรางเสือ บรรดาลูกศิษย์ร่ำลือกันว่า “เวลาปลุกเสกเสือนั้น ท่านเสกจนเสือกระโดดได้”

เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 7 มิ.ย.2445 ที่บ้านเลขที่ 193 ต.บางโพงพาง อ.บ้านทวาย (ยานนาวา) กรุงเทพฯ บิดา-มารดาชื่อ นายเลียบและนางจั่น เจริญกุล

ช่วงวัยเยาว์บิดาพาไปฝากเรียนหนังสือกับพระที่วัดปริวาส สอบไล่ได้เทียบชั้นระดับประถมศึกษา 4 (สูงสุดในสมัยนั้น) พออายุได้ 21 ปีก็ถูกเกณฑ์เป็นทหารเรือที่กรมสรรพาวุธ บางนา

เมื่อปลดประจำการอายุ 23 ปี เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดปริวาส เมื่อวันพุธที่ 17 มิ.ย.2468 มีพระครูวินยานุบูรณาจารย์ (หลวงพ่อเชย) วัดโปรดเกศเชษฐาราม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระปลัดไม้ วัดปริวาส เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการน้อย วัดด่าน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า วังสปาโล

จากนั้นเดินทางไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่สำนักเรียนวัดทองธรรมชาติ วัดจักรวรรดิราชาวาส (สามปลื้ม) วัดมหาธาตุ สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี และเรียนภาษาบาลีแบบมูลกัจจายน์ ขอมบาลีและขอมไทยจนชำนาญ แต่ไม่ได้เข้าสอบเพิ่มเนื่องจากพระปลัดไม้มรณภาพในปี พ.ศ.2471 ทำให้หลวงพ่อวงษ์ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และเป็นพระอุปัชฌาย์ในเวลาต่อมา

ได้รับการถ่ายทอดวิชาปรุงยาสมุนไพร รวมทั้งการจับยามสามตาจากพระปลัดไม้ ซึ่งมีผู้ป่วยและลูกศิษย์มารับการรักษาอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ยังเรียนรู้วิชาการเล่นแร่แปรธาตุ การต้มปรอท การรักษาโรค การเขียนผงลบผง โดยเฉพาะผงนะปถมัง และผงอิทธิเจ การอาบน้ำมนต์ และการวิปัสสนากรรมฐานจากปู่เนียน สังข์เนตร ฆราวาสแห่งอาศรมบางวัว และศึกษาการวิปัสสนากัมมัฏฐานจากหลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่นอก ในปีพ.ศ.2478 ซึ่งพระบวชใหม่ในแถบบางโพงพางช่วงนั้นถ้าจะออกธุดงค์ต้องมาขึ้นกัมมัฏฐานกับหลวงพ่อพุ่มก่อนออกเดินธุดงค์ทุกครั้ง

อริยะโลกที่ 6 - หลวงพ่อวงษ์ วังสปาโล อดีตพระเกจิดังวัดปริวาส

หลวงพ่อวงษ์ วังสปาโล

 

กล่าวสำหรับวัดปริวาสราชสงครามเป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ดังมีหลักฐานยืนยันเป็นแผ่นทองคำจารึกไว้ กล่าวคือเมื่อครั้งที่หลวงพ่อวงษ์บูรณปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์หน้าอุโบสถโดยมีพระอาจารย์สมชาย ฉันสโร เป็นผู้ช่วย และในครั้งนี้ได้พบแผ่นทองคำจารึกนามผู้สร้างเจดีย์ช่วงส่วนบนของ “คอระฆัง” พระเจดีย์จารึกระบุว่ายายเมืองเป็นผู้สร้างเจดีย์ไว้เมื่อปีพ.ศ.2421 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

แม้จะไม่ใช่วัดหลวง แต่วัดปริวาสราชสงครามจัดเป็นวัดใหญ่ที่ประกอบด้วยอุโบสถ วิหาร และพระมหาเจดีย์ เขตแนวกุฏิสงฆ์อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา การจราจรสะดวก ด้วยในสมัยก่อนนั้นมักใช้แม่น้ำลำคลองในการสัญจร แต่ปัจจุบันใช้ถนนพระราม 3 เป็นเส้นหลักในการสัญจร

ด้านเจ้าอาวาสที่ปกครองวัดตามที่มีผู้สืบค้นไว้มีอยู่ 9 รูป ได้แก่ หลวงปู่ม่วง หลวงปู่สุข พระอธิการเฮ้า พระอธิการเปลี่ยน พระอธิการโคก พระปลัดไม้ พระครูขันติยาภิราม (พระอุปัชฌาย์วงษ์) พระครูใบฎีกาเจียม สุขิโต และพระครูพิศาลพัฒนพิธาน

เป็นผู้ที่ทำให้วัดปริวาสเป็นที่รู้จักแก่ประชาชนและลูกศิษย์ลูกหาอย่างกว้างขวาง อันเนื่องมาจากเสือโลหะที่ท่านได้สร้างไว้ นอกจากนี้ ท่านยังเป็นพระนักพัฒนาที่เก่งอีกด้วย

มีความเคารพเลื่อมใสในหลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน จึงสร้างเสือตามแบบฉบับดังกล่าว แต่สร้างเป็นเสือเนื้อโลหะ หลวงพ่อวงษ์สร้างเสือครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2501

กระทั่งจัดสร้างเสือรุ่น 6 เมื่อปี พ.ศ.2519 จำนวน 37,400 องค์ ในการสร้างและปลุกเสกเสือนั้นจะนั่งปลุกเสกเสือ จนกระทั่งเสือโลหะนั้นกระโดดได้เหมือนมีชีวิต จึงหยุดปลุกเสก บรรดาศิษย์ที่ศรัทธาในยุคนั้นเห็นท่านปลุกเสกเสือจนเสือกระโดดได้จึงศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างมาก

“ตอนกูปลุกเสกเสือรุ่น 1 นั้น กูเพิ่งจบชั้นประถม แต่เสือรุ่น 6 นั้นกูจบปริญญาแล้ว พวกมึงว่ารุ่นไหนจะดีกว่ากัน” เป็นคำกล่าวปรารภถึงบรรดาคณะศิษย์

มรณภาพอย่างสงบเมื่อวันที่ 2 ส.ค.2523 สิริอายุ 78 ปี พรรษา 55

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน