“วัดชลประทานรังสฤษดิ์” ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นวัดที่ “พระพรหมมังคลาจารย์” (ปัญญานันทภิกขุ) อดีตเจ้าอาวาส ได้ใช้ชีวิตและอุทิศตนในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในฐานะพระนักเทศน์ผู้ปฏิรูปการเผยแผ่พระธรรม โดยนำเสนอหลักธรรมผ่านการเทศนาปาฐกถาธรรมที่เข้าใจง่ายและทันสมัย

มรณภาพ เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2550 แม้ละสังขารไปนานกว่า 18 ปีแล้ว แต่ความเลื่อมใสศรัทธามิได้เสื่อมคลาย

ล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน วัดชลประทานรังสฤษดิ์ ปรากฏนาม “พระราชวัชรธรรมภาณี (สง่า สุภโร) สิริอายุ 76 ปี พรรษา 52 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสและเป็นผู้สืบสานปณิธานหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

มีนามเดิม สง่า ณ ระนอง เกิดเมื่อวันที่ 6 มี.ค.2492 ที่บ้านหนองแสง ต.นากะชะ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช บุตรชายคนที่ 4 ในจำนวนทั้งหมด 9 คน ของนายฟอง ณ ระนอง และนางเพื่อม ยะโส (ณ ระนอง)

มงคลข่าวสด

เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 25 พ.ย.2516 ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ โดยมีพระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระราชนันทมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์, พระมหาบุญเลี้ยง จิตตเสโณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาเผียน อนุจารี เป็นพระอนุสาวนาจารย์

สำเร็จการศึกษาพระปริยัติธรรม นักธรรมชั้นเอก และเปรียญธรรม 3 ประโยค ปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พธ.ม.) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

จากนั้นได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าอาวาสวัดปัญญานันทาราม ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

อันเป็นวัดที่หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เป็นผู้ก่อตั้งและสร้างขึ้น โดยมุ่งหวังให้เป็นมรดกธรรม สร้างพระ สร้างคน สร้างเยาวชนของชาติ สร้างศาสนทายาทให้มีชีวิตอยู่ในโลกอย่างถูกต้อง ให้มีชีวิตเรียบร้อยตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา

ครั้นต่อมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกวัดชลประทานรังสฤษดิ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป มีพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งพระธรรมวิมลโมลี (รุ่น ธีรปัญโญ) เป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย.2555 สืบแทนพระพรหมมังคลาจารย์

ต่อมาพระธรรมวิมลโมลี อาพาธหนัก เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช และถึงแก่มรณภาพ เนื่องด้วยติดเชื้อในกระแสโลหิต วันที่ 7 เม.ย.2556

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2557 ที่ประชุมมหาเถรสมาคม มีมติแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสานภารกิจต่อ

งานเผยแผ่ พ.ศ.2560 เป็นเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนนทบุรี แห่งที่ 14

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2555 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นพิเศษที่ พระครูสีลวัฒนาภิรม

พ.ศ.2551 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญที่ พระปัญญานันทมุนี

วันที่ 14 พ.ย.2565 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชวัชรธรรมภาณี

เกียรติคุณ รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ มูลนิธิการศึกษาเพื่อสันติภาพพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) และเป็นศิษย์เก่าเกียรติคุณดีเด่น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อีกทั้ง ในปี พ.ศ.2561 ยังได้รับถวายเกียรติบัตร จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ประเภทบุคคล โดยใช้มิติทางวัฒนธรรมในการสืบสานตำนานต้นไม้

พระราชวัชรธรรมภาณี ยังได้จัดตั้งคลินิกภิกษุอาพาธขึ้นที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ เพื่อดูแลสุขภาพของพระภิกษุ-สามเณร โดยร่วมมือกับศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

พิธีเปิดคลินิกภิกษุอาพาธ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ส.ค.2568 โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธ์ เขมังกโร) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ ของมหาเถรสมาคม เเป็นประธานในพิธีเปิด ณ วัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

พระราชวัชรธรรมภาณี ปรารภถึงหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ว่า “หลวงพ่อยังไม่ตาย ตั้งใจทำงานเพื่องาน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่อย่างแท้จริง ผู้ใดเจตนาดี เป็นผู้รักหลวงพ่อ เดินตามรอยเท้าของหลวงพ่อ หลวงพ่อก็จะอยู่กับผู้นั้นตลอดไป แม้หลวงพ่อจะจากโลกนี้ไปงานของหลวงพ่อก็จะสถิตสถาพรต่อไป เหมือนกับว่าเป็นผู้ไม่ตาย ร่างกายเป็นของตายได้ แต่งานอย่าให้ตาย เพราะเราจะต้องรับสืบสานงานกันต่อไป”

ปัจจุบันเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนปณิธานของพระพรหมมังคลาจารย์ หรือท่านปัญญานันทะ พระอุปัชฌาย์ให้อยู่คู่พระพุทธศาสนาและสังคมไทยสืบไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน