วันจันทร์ที่ 27 ต.ค.2568 น้อมรำลึกครบรอบ 113 ปี ชาตกาล “พระธรรมปาโมกข์” (นพ อังกุรปัญโญ) อดีตเจ้าอาวาสวัดธาตุทอง แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ พระดีอีกรูปหนึ่งที่ได้รับความเคารพเลื่อมใส
มีนามเดิมว่า นพ ผลพิบูลย์ เกิดวันที่ 27 ต.ค.2455 ตรงกับวันแรม 2 ค่ำ เดือน 11 ปีชวด ที่บ้านคลองสะแก หมู่ 2 ต.ลาดหลุมแก้ว อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี
การศึกษาในสมัยนั้นไม่มีโรงเรียน ต้องเรียนหนังสือที่วัดบัวขวัญกับพระอาจารย์ชุลาหุโล เมื่ออายุได้ 8 ขวบ
ต่อมานายเอี้ยง ผลพิบูลย์ (น้า) มีอาชีพเสมียนที่โรงพยาบาลทหารปากคลองหลอด ได้ย้ายมาเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร
เมื่ออายุ 10 ขวบ นายเอี้ยงได้ย้ายไปทำงานที่ จ.ลพบุรี ไม่มีใครส่งให้ศึกษาต่อให้จบ จึงต้องลาออกจากโรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร กลับไปอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี และบรรพชาที่วัดบัวขวัญ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2471
ต่อมาได้อุปสมบทที่วัดปทุมวนาราม ต.ประทุมวัน จ.พระนคร โดยมีพระภาวนาพิศาลเถร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูปทุมธรรมธาดา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายา อังกุรปัญโญ เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2476

เรื่องการศึกษา เรียนพระปริยัติธรรมและสอบได้ชั้นต่างๆ พ.ศ.2473 สอบได้นักธรรมชั้นเอก และพ.ศ.2487 สอบได้เปรียญ 7 ประโยค เป็นลำดับมาในสำนักเรียนวัดปทุมวนาราม
โดยรับหน้าที่เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี ประจำวัดปทุมวนาราม เป็นกรรมการสนามหลวงแผนกธรรม เป็นพระอุปัชฌาย์
วันที่ 20 ก.ค.2482 ย้ายสังกัดจากวัดปทุมวนาราม มาสังกัดวัดธาตุทอง ต่อมาปี พ.ศ.2487 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงมีพระบัญชาให้ดำรงตำแหน่งรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดธาตุทอง ควบคุมดูแลการก่อสร้างวัด และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดธาตุทองอย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ.2503
สำหรับลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2491 ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระญาณดิลก พ.ศ.2500 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชญาณดิลก พ.ศ.25096 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพญาณกวี
วันที่ 5 ธ.ค.2523 ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมปาโมกข์
มีราชทินนามในสัญญาบัตรว่า “พระธรรมปาโมกข์ ยุคโยคญาณดิลก ไตรปิฎกธารี ธรรมวาที ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นธรรม สถิต ณ วัดธาตุทอง”
พระธรรมปาโมกข์ เป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ประกอบด้วยอุตสาหวิริยะเป็นอย่างยิ่ง ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจอุทิศชีวิตพัฒนาวัดธาตุทอง จากสภาพท้องทุ่งนา ให้เจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ
รวมทั้งมีความห่วงใยต่อความเป็นอยู่ของประชาชน สร้างวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนเพื่อสาธารณประโยชน์มากมาย เช่น ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกบำบัดยาเสพติด สถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนก่อนวัยเรียน โรงเรียน ศูนย์เยาวชน ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน ชมรมผู้สูงอายุ เป็นต้น
โดยปกติแล้วมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยใดๆ ทั้งสิ้น แต่ในปี 2543-2544 เริ่มมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยหอบ ฉันภัตตาหารได้น้อย มีอาการไอและมีเสมหะ ซึ่งเป็นโรคถุงลมโป่งพอง และได้เข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นครั้งคราว ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
จนกระทั่งในเดือนเมษายน พ.ศ.2544 หลังเสร็จสิ้นประเพณีสงกรานต์ วัดธาตุทอง จึงได้เข้ารับการรักษาพยาบาลอีกครั้ง ต้องพักรักษาเป็นเวลานาน และต้องผ่าตัดหลายครั้ง ระยะหลังมีอาการแทรกซ้อนหลายอย่าง
คืนวันพุธที่ 7 พ.ย.2544 เวลา 21.50 น. มรณภาพอย่างสงบ สิริอายุ 89 ปี พรรษา 69