มีองค์กรภาคเอกชนที่เฝ้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งครั้งนี้ นำเสนอข้อมูลจากการออกสำรวจในพื้นที่ต่างๆ พบว่า เป็นการเลือกตั้งที่มีการซื้อเสียงรุนแรงมากที่สุด โดยระบุว่าตัวเลขพุ่งขึ้นไปถึงหัวละ 7,500 บาท ไปจนถึง 5 พัน ลดหลั่นไปถึง 3 พันบาท
แม้บรรดานักเลือกตั้งตัวจริง จะออกมาวิจารณ์ว่าเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป เป็นไปไม่ได้ที่จะซื้อกันหนักขนาดนั้น
แต่เห็นแล้วก็น่าตกใจน่าคิด ตัวเลขอาจไม่ถึงขนาดเกือบหมื่น แต่ก็พุ่งขึ้นหลายพันแน่ๆ!
ดังนั้นที่เคยมีตัวเลข 120 บาท 500 บาท ไปจนถึง 1,000 บาท นั่นคืออดีต
แต่ก็คงไม่ใช่พฤติกรรมของทุกพรรค เอาเข้าจริงๆ เป็นการกระทำของพรรคดังๆ ที่รู้ๆ กันอยู่นั่นเอง
พูดง่ายๆ ว่า พรรคที่โหมหาเสียงหนักๆ ใช้การปราศรัย ใช้การพบประชาชน ยอมเหน็ดเหนื่อย คือพวกเน้นกระแส ไม่ใช้กระสุน!!
กรณีพรรคประชาชนนั้น แน่นอนว่า ทำการเมืองใหม่ ไม่มีค่าใช้จ่าย
กรณีพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้มีชื่อลือลั่นด้านซื้อเสียง
ที่โหมเปิดเวทีปราศรัยหาเสียง ชูยศชนัน อาจารย์เชน ชูนโยบายแก้ปากท้อง เป็นการทำงานหนัก ก็เพราะหวังคะแนนนิยม โดยไม่ต้องเปลืองกระสุน!!
ตรงกันข้ามกับประเภทที่ไม่ค่อยเห็นการปราศรัย ลงพื้นที่หาเสียงน้อยนิด ไม่สนใจเวทีที่จะสร้างคะแนนนิยมสร้างกระแส
แบบนี้คือมั่นใจในระบบจัดตั้ง บ้านใหญ่ หัวคะแนน และความพร้อมด้านกลไกอำนาจ มากด้วยกระสุน!!
อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นการเมืองแบบเก่า ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
ขอให้มีเงินตราและอำนาจรัฐในมือ เป็นหลักประกันที่ดีที่สุดในชัยชนะการเลือกตั้ง
การเมืองแบบเก่าเช่นนี้มีอยู่จริง และได้เปรียบอย่างมากในสนามเลือกตั้งครั้งนี้
ถ้าไม่ไร้เดียงสาจริงๆ ต้องมองออกว่า ต้องไม่ไปใส่พานอำนาจให้กับพรรคการเมืองแนวเก่าๆ!!
ไม่เช่นนั้น การโยกย้ายในกระทรวงที่กุมกลไกเลือกตั้ง จะยังย้ายกันไม่สิ้นสุด ย้ายหลายระลอก ย้ายลงลึกถึงระดับล่าง
ย้ายละเอียดแบบนี้ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยไม่ต้องบอกว่าเกี่ยวกับการได้เสียผลเลือกตั้งหรือไม่
แล้วที่มีข้อมูลชัดเจนว่า เป็นการเลือกตั้งที่ใช้เงินซื้อเสียงมโหฬาร
มีคำถามถึงบรรดากลไกอำนาจที่จะต้องคุมการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ เช่น กกต. ฝ่ายปกครองมหาดไทย องค์กรท้องถิ่น ไปจนถึงตำรวจ
จะสามารถจับกุมการซื้อเสียงได้หรือไม่ ป้องกันไม่ให้มีการซื้อเสียงได้หรือไม่ ตอบได้เลยว่า คงจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน
ถ้าไม่ไร้เดียงสา จะรู้ว่านี่คือความได้เปรียบของอำนาจในช่วงเลือกตั้ง!!
วงค์ ตาวัน