ผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น ได้สส.เกือบจะถึง 200 ที่นั่ง เพิ่มมากกว่าการเลือกตั้งสมัยที่แล้วถึงกว่า 100 ที่ ส่งให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกสมัย เป็นความสำเร็จอย่างมากของหัวขบวนพรรคฝ่ายอนุรักษนิยมการเมืองไทย
เช่นเดียวกับพรรคกล้าธรรม ของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ซึ่งได้สส.ถึงเกือบ 60 ที่นั่ง ผงาดขึ้นมาเป็นอันดับ 4 แต่งตัวรอร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยได้เลยทันที!
ขณะที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ถือว่าพ่ายแพ้ ได้สส.ลดลงอย่างฮวบฮาบ
เมื่อเทียบกับชัยชนะของภูมิใจไทยและกล้าธรรม เท่ากับบ่งบอกว่า การเลือกตั้งปี 2569 นี้ เป็นความสำเร็จของระบบหาคะแนนเสียงแบบก่อนเก่า
ด้วยระบบจัดตั้งดั้งเดิม กลไกอำนาจ เครือข่ายบ้านใหญ่ หัวคะแนน และกระสุน!?!
ส่งผลให้แนวใหม่เช่นพรรคส้ม และแนวผสมผสานเก่ากับใหม่เช่นเพื่อไทย กลายเป็นได้คะแนนถดถอยลงไป
ภาพรวมจากผลการเลือกตั้งเช่นนี้ ทำให้น่าสงสัยว่า สังคมการเมืองไทย ยังย่ำอยู่กับที่ ไม่ก้าวไปไหนไกลนัก
ชวนให้เศร้าอกเศร้าใจ ไม่เห็นพัฒนาการใหม่ๆ ของการเมืองเรา
แต่ก็คงไม่ใช่บทสรุปตายตัว!!
อาจจะเป็นแค่ลักษณะพิเศษเฉพาะของสถานการณ์เลือกตั้ง 2569
เป็นการรวมกันระหว่างพรรคตัวแทนอนุรักษนิยมการเมืองกับกลไกอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นไปอย่างลงตัว จนทำให้พรรคทุ่มเทหาเสียง ปลุกกระแส เปิดปราศรัย กลับต้องพ่ายแพ้!
ดูง่ายๆ การได้สส.ที่พุ่งพรวดจากพรรค 71 เสียง กลายเป็นเกือบ 200 เสียง ภายในแค่สมัยเลือกตั้งเดียว
โดยที่ยังไม่ได้สร้างผลงานระดับสั่นสะเทือนสังคมอะไร
เช่นนี้แล้ว จะมีเหตุผลอะไร ที่ทำให้ผลเลือกตั้งหนนี้ เป็นความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม
ถ้าไม่ใช่เพราะการผสมลงตัวระหว่างพรรคอนุรักษนิยมการเมืองกับอำนาจรัฐ!!
พูดง่ายๆ ว่า ด้วยปรากฏการณ์พลิกอำนาจการเมืองเมื่อปลายปี 2568 ทำให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย พรรค 60-70 เสียงได้เป็นนายกรัฐมนตรี
เพียงแค่ 2 เดือน ทำให้รัฐบาลภูมิใจไทยได้อะไรต่อมิอะไรไปมากมายก่อนยุบสภา ทำหน้าที่รัฐบาลกุมอำนาจช่วงเลือกตั้ง
การกุมมหาดไทย ย้ายระนาวทุกระดับ จัดแถวครั้งใหญ่ เป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดเจนในช่วง 2-3 เดือนนั้น
เหล่านี้อาจจะพออธิบายได้ว่า ทำไมภูมิใจไทยจึงประสบความสำเร็จท่วมท้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ เช่นเดียวกันกับกล้าธรรม
ดังที่นายอนุทินให้สัมภาษณ์ในเช้ารุ่งขึ้นหลังผลเลือกตั้งถล่มทลายว่า การทำเอ็มโอเอกับพรรคประชาชน ทำให้สถานการณ์ของพรรคภูมิใจไทยเปลี่ยนไป และต้องขอบคุณพรรคประชาชน
ด้วยการใช้คำกล่าวที่ว่า “ถ้าไม่มีเขาวันนั้น ก็ไม่มีเราวันนี้”!!
วงค์ ตาวัน