เมื่อตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาในคดียิงถล่มใส่สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ก็เป็นอันชัดเจนในระดับหนึ่งว่า เหตุการณ์นี้มีเป้าหมายไล่ล่า นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จริงๆ
ไม่ใช่แค่การสร้างสถานการณ์เอง ดังที่บางฝ่ายพยายามปั่นกระแสแต่อย่างใด!
อีกทั้งหากจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทีม ได้คำรับสารภาพ ได้พยานหลักฐานโยงไปถึงคนบงการ
ก็จะทำให้ได้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง
โดยหนีไม่พ้น 2 ประเด็นคือ การเมืองจากการเลือกตั้งสส.เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งมีคนพ่ายแพ้และเสียประโยชน์โกรธแค้น
หรือมาจากการที่สส.กมลศักดิ์ เป็นทนายสายสิทธิมนุษยชน ช่วยว่าความให้กับผู้ต้องหาในคดีความมั่นคง!?
ถ้าเป็นเรื่องหลัง ก็บ่งบอกว่า มีอำนาจมืดที่ไม่ยินยอมให้สิทธิของประชาชนใน 3 จังหวัดใต้ ได้รับการปกป้องคุ้มครอง
เมื่อเกิดกรณีฝ่ายรัฐตั้งข้อกล่าวหาประชาชนในพื้นที่ ว่ากระทำผิดด้านความมั่นคง
แล้วมีทนายด้านสิทธิมนุษยชนปรากฏตัว อาจจะถูกกล่าวหาร่วมขบวนการก่อความไม่สงบ ทั้งที่เป็นเพียงทนายที่ต้องการดูแลสิทธิของชาวบ้าน!?!
เมื่อสส.กมลศักดิ์ ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพราะผู้ถูกกล่าวหา ยังไม่ได้แปลว่ากระทำผิดจริงแน่นอน
การทำหน้าที่ด้านสิทธิมนุษยชนเช่นนี้ อาจทำให้อำนาจมืดไม่พึงพอใจ เพราะทำให้กระบวนการกดประชาชนในพื้นที่ให้สยบยอม ไม่บรรลุได้ง่ายๆ!!
ถ้าเป็นด้วยเหตุผลนี้ ก็หมายความว่า จะไม่ยอมให้มีทนายความที่คอยคุ้มครองสิทธิชาวบ้านมาเป็นอุปสรรคขัดขวาง
คำสั่งไล่ล่าสส.กมลศักดิ์ จะมาจากเรื่องไหนกันแน่ ระหว่างการเมืองเรื่องเลือกตั้ง หรือเรื่องทนายสายสิทธิมนุษยชน คงต้องรอการสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีกันต่อไป
ที่สำคัญ หลังจากจับกุมอดีตนาวิกโยธินพร้อมลูกชาย ที่ร่วมในทีมมือปืนเอ็ม-16
นับเป็นคำอธิบายข้อสันนิษฐาน ภายหลังเกิดเหตุใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี!!
เช่น การที่มือปืนกระหน่ำยิงด้วยปืนสงครามเอ็ม-16 ทำให้คนขับรถและตำรวจติดตามบาดเจ็บสาหัส บ่งชี้ว่า ไม่ใช่แค่ยิงข่มขู่
เพราะสาดกระสุนหลายสิบนัด โดยพบปลอกกระสุนเอ็ม-16 ในที่เกิดเหตุถึง 33 ปลอก
ทั้งปลอกกระสุนและหัวกระสุน พบว่ามีความใหม่เอี่ยมหรือมีการดูแลรักษาอย่างดี
ชี้ว่ามาจากปืนของกลุ่มคนบางอาชีพ!
ซึ่งก็คือ เป็นคนในเครื่องแบบ
การจับกุมอดีตนาวิกโยธิน ซึ่งไม่มีสาเหตุขัดแย้งส่วนตัวกับสส.กมลศักดิ์ ยิ่งทำให้คดีนี้มีแนวโน้มน่าสนใจ อาจเป็นเรื่องใหญ่!?!
วงค์ ตาวัน