คนไทยจำนวนไม่น้อย น่าจะยังมีความรู้สึกฮึกเหิมติดพันจากสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกองทัพไทยเราเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ยึดคืนพื้นที่ได้จำนวนมาก ด้วยศักยภาพกองทัพเราเหนือกว่าฝ่ายโน้นอย่างมาก
เป็นสงครามที่สร้างอารมณ์ความรู้สึกชาตินิยมอย่างสูง
แต่มาวันนี้ ชายแดนกัมพูชาเงียบสงบลงไป ส่วนหนึ่งเพราะฝ่ายเขมรสูญเสียอย่างมาก และได้บทเรียนว่า กองทัพไทยเหนือกว่ามาก
พอดิบพอดีกับการที่พล.ท.นรธิป โพยนอก จากรองแม่ทัพภาค 2 หนึ่งในขุนศึกสงครามชายแดน ได้รับแต่งตั้งเลื่อนชั้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อตุลาคมปีที่แล้ว
พอมาเป็นแม่ทัพภาค 4 พื้นที่ซึ่งยังมีการสู้รบอยู่ รบกับกลุ่มก่อความไม่สงบ ยังมีเหตุร้ายเกิดขึ้นต่อเนื่องไม่สิ้นสุด
พล.ท.นรธิปก็แสดงแนวคิดในการจัดการไฟใต้ แบบบู๊ดุดัน กองเชียร์ชาตินิยมก็เชียร์กันสุดๆ โดยอาจลืมไปว่า นี่คือชายแดนใต้ คนละเรื่องกับชายแดนเขมร!!!
เป็นเรื่องที่กองเชียร์ชาตินิยมสุดโต่งควรเรียนรู้
รบกับกัมพูชา นั้นคือ การปกป้องอธิปไตย รักษาเขตแดนของไทย
อีกทั้งในการสู้รบ ก็คือ สงครามปกป้องประเทศ รบกับกองกำลังกัมพูชา ซึ่งเป็นกองทัพอีกประเทศ!?
สงครามแบบนี้ เป็นธรรมดาที่จะจุดกระแสชาตินิยม ให้กำลังใจทหารไทยในภารกิจปกป้องเขตแดน
สงครามเขมรก็คือสงครามเต็มรูปแบบ ใส่กันได้สุดๆ แต่ไม่ควรใช้ยุทธศาสตร์ ยุทธิวิธีเช่นนี้ ในการสู้รบพื้นที่ 3 จังหวัดใต้!!
เพราะสงครามชายแดนกัมพูชา คือสงครามรบกับอริราชศัตรู
แต่การสู้รบใน 3 จังหวัดใต้ คือ ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับคนในพื้นที่
โดยมีคนในพื้นที่จำนวนหนึ่ง อาจจะเรียกว่าพวกหัวรุนแรง เลือกแนวทาง ใช้การก่อการร้ายต่อสู้กับรัฐบาลและกองทัพภาค 4
ความต่างของสงครามกัมพูชาคือรบกับกองทัพนอกประเทศ แต่ในพื้นที่ไฟใต้ คือ การรบกับคนในประเทศด้วยกัน!!
ดังนั้นยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี ใน 2 สงครามดังกล่าว ก็ต้องแตกต่างกัน
มีบทเรียนจากทั่วโลกบอกว่า ปัญหาระหว่างรัฐกับคนในประเทศซึ่งขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นเกิดก่อการร้ายนั้น
เรียกกันว่าสงครามมวลชน จุดชี้ขาดชัยชนะคือการช่วงชิงมวลชนให้มาร่วมมือกับรัฐ
จึงเกิดแนวทางการเมืองนำการทหาร ใช้หลักจิตวิทยา ใช้การแสวงหาความร่วมมือ ใช้กลไกรัฐไปพัฒนาพื้นที่ให้ชาวบ้านมีความสุขมีความพึงพอใจ
เมื่อชาวบ้านมีใจให้ฝ่ายรัฐ จะมีผลให้ฝ่ายก่อความไม่สงบโดนโดดเดี่ยว เคลื่อนไหวก่อเหตุได้ยาก
ศึกไฟใต้นั้น คือ สงครามมวลชน ไม่ใช่สงครามรบกับชาติศัตรูเช่นชายแดนเขมร!
วงค์ ตาวัน