กลายเป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่คนในสังคมแบ่งข้างถกเถียงกันอย่างหนัก ว่าใครคือคนผิดใครคือฝ่ายถูก ในกรณีตำรวจตระเวนชายแดน “ส.ต.อ.นำทัพ” ก่อเหตุใช้ปืนยิงใส่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างย่านห้วยขวาง ทำให้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
เรื่องมาจาก ส.ต.อ.นำทัพ ไปดื่มกินกับเพื่อน แล้วเรียกวินจยย.เพื่อกลับที่พัก แต่เกิดทะเลาะวิวาทกันว่าเรียกค่ารถแพงเกินไป
ทะเลาะทำร้ายร่างกายกัน ก่อนส.ต.อ.นำทัพจะชักอาวุธปืนยิงใส่ จนบานปลาย!
ถ้าดูจากคลิปซึ่งบันทึกจากวงจรปิด ก็ต้องบอกว่า ขิงก็ราข่าก็แรง ต่างฝ่ายต่างใช้อารมณ์วิวาทกัน
เมื่อฝ่ายส.ต.อ.นำทัพ รู้สึกว่าโดนรุมทำร้าย ก็เลยชักปืนออกมายิง
ทำให้คนในสังคมเสียงแตก ถกเถียงกันว่าใครเป็นคนผิด แบ่งข้างสนับสนุนกัน แต่จริงๆ แล้ว ควรมีขอบเขตว่า การยิงใส่ผู้อื่นจนตายนั้น ผิดหนักกว่าแน่ๆ!!
การใช้ปืนยิงใส่คู่กรณี ต้องต่อสู้กันในข้อกฎหมาย
ว่าเป็นเหตุจำเป็นเพื่อป้องกันตัวหรือไม่ หรือเป็นการบันดาลโทสะ ซึ่งโทษทัณฑ์ต่างกัน
คงเป็นประเด็นที่ต้องไปต่อสู้กันในแง่กฎหมาย ใครทำร้ายใครก่อน ใครใช้ปืนยิงโดยมีเหตุจำเป็นหรือไม่!?
ด้านการต่อสู้กันในชั้นศาล ก็ประเด็นหนึ่ง
แต่ในแง่การอยู่ร่วมกันในสังคม ความขัดแย้งวิวาท แล้วปลิดชีวิตกัน เป็นอีกประเด็นที่ต้องพูดคุยสนทนา ในลักษณะเพื่อหาข้อสรุปในทางที่ดี!!
ในแง่การต้องมีชีวิตอยู่ในสังคม ควรต้องหาทางออกร่วมกันว่า ทุกคนควรใช้ชีวิตเช่นไร ทำอย่างไรไม่ต้องวิวาทรุนแรง
จนบานปลายเป็นการเข่นฆ่า
ศึกษาตัวอย่างกรณีตำรวจส.ต.อ.ยิงวินจยย.รับจ้างนี้ เริ่มต้นจาก ไม่ควรมีการวิวาทค่าบริการที่แพงเกินเหตุ มีการฉวยหาประโยชน์เกินจริงในช่วงเวลายามวิกาลเช่นนั้นหรือไม่!?
ทำให้เกิดความไม่พอใจ โต้แย้งกัน แถมมีดีกรีแอลกอฮอล์ ก็อาจทำให้การโต้เถียงรุนแรงมากขึ้น
แล้วหากใช้กำลังกายระบายอารมณ์ใส่ จะทำให้ความขัดแย้งยิ่งไปกันใหญ่
เมื่อฝ่ายหนึ่งใช้การเตะต่อย โดยมีพวกมากกว่า อีกฝ่ายรู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยว ก็จะใช้อาวุธมาจัดการปัญหา
สรุปง่ายๆ ว่า ถ้าการถกเถียงในประเด็นค่ารถ จบลงโดยไม่ใช้อารมณ์ ไม่ใช้กำลังทำร้ายกัน
คงจะไม่บานปลายไปสู่โศกนาฏกรรม ใช้อาวุธปืนมาเข่นฆ่ากัน!?
นำมาซึ่งความสูญเสียชีวิต และต้องติดคุกตะราง หมดอนาคตในทางราชการ
สังคมไทยไม่ควรแบ่งข้างเชียร์ โดยสนับสนุนความรุนแรง แต่ควรร่วมกันสรุปว่า ทะเลาะใช้อารมณ์และฆ่ากัน มีแต่ทุกข์ตามมา!!
วงค์ ตาวัน