กะเหรี่ยงแก่งกระจาน กุญแจสู่มรดกโลก
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
กะเหรี่ยงแก่งกระจาน กุญแจสู่มรดกโลก – คณะผู้แทนไทยที่ไปผลักดันให้ป่าแก่งกระจานได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก แม้จะต้องกลับมาด้วยความผิดหวัง แต่ก็ยังมองในแง่ดีว่า คณะกรรมการมรดกโลก มีมติให้ไทยกลับไปทำข้อมูลเพิ่มเติมใน 3 ด้าน
แสดงว่ายังให้โอกาสไทย กลับมานำเสนอใหม่ในครั้งหน้า
แต่ถ้ามาดูข้อเท็จจริงในปัญหา 3 ข้อดังกล่าว แค่เรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนและปัญหาชุมชนในพื้นที่ ต้องถือเป็นภาระหนักในการแก้ไข เพื่อจะนำข้อมูลใหม่ไปนำเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก
ต้องตอบคำถามต่อสังคมโลกให้ได้ว่า ปฏิบัติการของกรมอุทยานฯเมื่อครั้งบุกขับไล่ชาวกะเหรี่ยงบางกลอย ด้วยการเผาบ้าน เผาไร่นา เผายุ้งฉางนั้น
จะแก้ไขฟื้นฟูชีวิตของชุมชนนี้กลับสู่ความเป็นปกติ ตามวิถีดั้งเดิมได้อย่างไร
รวมไปถึงการหายตัวไปอย่างไม่หวนกลับของแกนนำกะเหรี่ยง นายบิลลี่หรือพอละจี รักจงเจริญ!!
จนป่านนี้ยังไม่มีความรับผิดชอบใดๆจากฝ่าย กรมอุทยานฯ เพราะก่อนบิลลี่จะหายตัวไป ก็ถูกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอุทยานนั่นแหละ ควบคุมตัวไปในข้อหาครอบครองน้ำผึ้งป่า
แล้วบิลลี่ก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย
การหายตัวไปก็ไม่มีความคืบหน้า การดำเนินคดีกับคนที่เกี่ยวข้องก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ถ้ายังเป็นเช่นนี้อยู่ แล้วจะไปชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในครั้งหน้าได้อย่างไร!?
จะเอาข้อมูลอะไรไปแสดง
ที่สำคัญทั้งเรื่องปฏิบัติการบุกเผา กับการหายตัวของบิลลี่ เกี่ยวเนื่องกัน
เพราะบิลลี่ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการต่อสู้คดีเพื่อฟ้องร้องเจ้าหน้าที่อุทยาน ในการทวงความเป็นธรรมคืนมา
เมื่อบิลลี่หายไป การต่อสู้คดีก็ขาดเสาหลักไป
โดยทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่มาจากการใช้อำนาจของ เจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ
เกินขอบเขต ไม่คำนึงถึงสิทธิของมนุษย์ ทั้งที่กะเหรี่ยงชุมชนนี้ ได้อยู่อาศัยป่าผืนนี้มาตั้งแต่บรรพบุรุษนับร้อยปีมาแล้ว
อยู่อย่างเคารพและดูแลผืนป่ามาตลอด
แต่เมื่อมาประกาศเป็นเขตอุทยานในภายหลัง ก็มีการใช้อำนาจอย่างแข็งกร้าว ด้วยข้ออ้างต้องรักษากฎหมายและมองว่าชาวกะเหรี่ยงเหล่านี้คือผู้บุกรุก
ไม่สนใจความจริงที่ว่า เขาอยู่มานาน อยู่มาก่อน และเป็นผู้ดูแลที่ดียิ่ง
แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ก็เป็นงานหนักของคณะทำงานเพื่อผลักดันป่าแก่งกระจานได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก
จะต้องแก้ปัญหาทั้งวิถีชีวิตและความมืดมนของคดีให้ได้ ก่อนจะถึงการประชุมครั้งหน้า!
วงค์ ตาวัน