“วงค์ ตาวัน”
กิจกรรมของรัฐบาลคสช.ในท้ายปี 2560 คือ การจัดประชุมครม.สัญจร พร้อมๆกับออกตรวจเยี่ยมราชการ พบปะพูดคุยกับประชาชน ในพื้นที่พิษณุโลกและสุโขทัย
ถ้าเป็นหลังรัฐประหารใหม่ๆ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มักกล่าวว่า ตนเองไม่ใช่นักการเมือง ทำอะไรไม่ต้องมุ่งหาคะแนนเสียงจากประชาชน
ฟังแล้วจะรู้สึกอย่างหนึ่ง
แต่ถ้าพูดในวันนี้ แบบนี้ ชาวบ้านจะมีคำถามสงสัย
เพราะกระบวนการปูทางให้มีนายกฯจากคนนอกในการเมืองสมัยหน้า โจ่งแจ้งจนไม่ต้องปฏิเสธอะไรกันอีก
ดังนั้น การสัญจรไปใน 2 จังหวัดใหญ่ภาคเหนือ
ชาวบ้านจะมองการเคลื่อนไหวของรัฐบาลนี้ต่างไปจากเมื่อ 2-3 ปีก่อน!?
เพราะเห็นกันแล้วว่า มีความมุ่งมั่นให้นายกฯสมัยหน้าเป็นคนหน้าเดิม
เห็นกันชัดเจนว่า มีการกระทำทุกอย่างเพื่อให้อำนาจปัจจุบัน อยู่ต่อเนื่องอีกต่อไปในหลังเลือกตั้งครั้งหน้า
วันนี้ศัพท์การเมืองที่ติดปากชาวบ้านทั่วไปคือ การสืบทอดอำนาจ
แถมคำสั่งคสช.ที่ 53/2560 ที่เพิ่งออกมาเพื่อแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
โดยสอดรับกับข้อเสนอของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายไพบูลย์ นิติตะวัน!
ทั้ง 2 คนนี้ประกาศเปิดเผยมาตลอดว่า ต้องการให้พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯไปยาวๆ
รวมทั้งเตรียมตั้งพรรคใหม่ เพื่อสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์อย่างสุดจิตสุดใจ
ขณะที่พรรคการเมืองเดิมพรรคการเมืองใหญ่ เช่น ประชาธิปัตย์ ออกมาวิจารณ์คำสั่งที่ 53/60 อย่างหนักหน่วง
ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้พรรคที่กำลังจะตั้งใหม่ และสร้างผลกระทบรุนแรงต่อพรรคเก่า
ระหว่างที่คำสั่งนี้ ทำให้พรรคเก่ายุ่ง แต่สร้างรอยยิ้มให้พรรคใหม่ พรรคนอมินี
ระหว่างนี้พล.อ.ประยุทธ์ก็เดินสายสัญจร สร้างมิตรภาพอันอบอุ่นกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง!
โดยไม่มีใครคล้อยตามคำพูดทำนองว่า ผมไม่ใช่นักการเมือง ไม่มุ่งหาคะแนนเสียง อีกต่อไปแล้ว
เพียงแต่ถ้ามีกระบวนการปูทาง ที่วางแผนอย่างยอกย้อนซ่อนเร้นเกินไป!
จนชาวบ้านเริ่มเห็นพ้องกับคำวิจารณ์ของเหล่านักการเมืองเก่า
ถ้าชาวบ้านเริ่มมีคำติดปากว่ามันเยอะไป จะมีผลที่น่าห่วงใยไม่น้อยเลย!