ฟังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นตอบโต้ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้นำฝ่ายค้าน ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังร้อนระอุอยู่ในสภา โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า รัฐบาลนี้มีผลงานมากมาย แต่ฝ่ายค้านไม่เคยฟัง หรือฟังด้วยอวัยวะข้างเดียว
พร้อมกับยกตัวอย่างถึงการแก้เศรษฐกิจของรัฐบาล โดยย้ำว่า มีทั้งการแก้ปัญหาความยากจน แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้ครู หนี้กยศ. และอีกมากมาย ดูแลพี่น้องประชาชนกว่า 50 ล้านคน ที่ได้รับเงินจากโครงการต่างๆ ไป
ก่อนจะเน้นอย่างดุดันว่า เรื่องแบบนี้ มีรัฐบาลไหนเคยทำบ้าง รัฐบาลอื่นเคยทำไหม!?
ฟังคำกล่าวของนายกฯ ดังกล่าวแล้ว ได้แต่ถอนหายใจ เหมือนภาคภูมิใจที่ช่วยประชาชนแก้หนี้
ทำให้ต้องนึกถึงถ้อยความที่ส.ส.ฝ่ายค้านเคยยกขึ้นมากล่าวในสภา ในการอภิปรายชำแหละงบประมาณของรัฐบาลที่ว่า
บีบให้จน แล้วแจก / กดให้โง่ แล้วปกครอง / ปล่อยให้ป่วย แล้วรักษา / ใช้ภาษีที่รีดมา สร้างบุญคุณ
เพราะที่พล.อ.ประยุทธ์ ยกขึ้นมาอวดว่า เป็นผลงานรัฐบาลนี้ ซึ่งรัฐบาลอื่นไม่เคยทำนั้น
คือวิธีการทุ่มเงินทองลงไปเพื่อการแก้หนี้สิน ซึ่งกลายเป็นยอมรับว่าเป็นยุคที่ประชาชนมากด้วยหนี้
แต่ถ้าเป็นรัฐบาลที่เก่งกาจสามารถ เขาต้องใช้ฝีมือเร่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เป็นสำคัญ
เมื่อเศรษฐกิจเฟื่องฟู ประชาชนมีเงินทอง เขาก็สามารถล้างหนี้สิน รวมทั้งเพื่อนำเงินไปลงทุนให้งอกเงยต่อไป
เขาไม่ใช้วิธีแจกแบบกะปริบกะปรอย ทีละไม่กี่พันบาท ซึ่งก็ไม่ได้เกิดอะไรงอกเงยขึ้นมา!
หากย้อนดูรัฐบาลในอดีตที่เขาเคยทำ เช่น ก่อตั้งกองทุนหมู่บ้าน
ทำให้ชาวบ้านมีเงินเพื่อไปจับจ่ายซื้อข้าวของเพื่อนำมาใช้ในการประกอบอาชีพ
เช่น ซื้ออุปกรณ์เพื่อมาใช้ในการผลิต ซื้อท่อประปาต่อท่อน้ำ เพื่อเร่งปลูกพืชผัก ทำให้ได้ผลผลิตไปขายมีรายได้
แล้วก็นำไปล้างหนี้สิน นำไปใช้คืนกองทุน
ขณะที่ร้านค้าต่างๆ ก็มีรายได้ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไป กระตุ้นเศรษฐกิจไปทั้งระบบง
นี่คือการทุ่มเงินเพื่อให้เกิดเศรษฐกิจ เกิดรายได้
พูดง่ายๆ ว่า ในเศรษฐกิจชะงักงันเพราะโรคระบาดหรือเพราะวิกฤตต่างๆ รัฐบาลต้องคิดสร้างเศรษฐกิจสร้างรายได้อย่างรวดเร็ว
ไม่ใช่เน้นแจกจ่ายเพื่อแก้หนี้ ไม่ใช่แจกจ่ายเพื่อการเยียวยา
รัฐบาลควรคิดสร้างงานสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน ไม่ใช่ดีใจแต่เรื่องช่วยให้ประชาชนไปแก้หนี้
กลายเป็นตรงกับบทสรุปที่ว่า ใช้เงินภาษีที่รีดมา เพื่อสร้างบุญคุณ!
วงค์ ตาวัน