ยิ่งเห็นภาพข่าว ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นำคณะส.ส.พรรคเศรษฐกิจไทย ไปรอต้อนรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง อ.เมือง จ.พะเยา อย่างยิ่งใหญ่และคึกคัก ท่ามกลางประชาชนเป็นจำนวนมาก
โดยเป็นกิจกรรมที่พล.อ.ประวิตร เดินทางไปมอบเอกสารสิทธิที่ดินให้ประชาชน รวมทั้งดูแลเรื่องน้ำกินน้ำใช้แก้ภัยแล้ง
แต่ภาพที่ปรากฏออกมา เน้นหนักไปที่การเปิดตัวยืนยันว่า ร.อ.ธรรมนัสจะนำทีม ส.ส.ในสังกัด กลับเข้าสู่พลังประชารัฐ เพื่อผลักดันพล.อ.ประวิตร ขึ้นเป็นนายกฯ คนที่ 30
เมื่อธรรมนัสจะกลับพลังประชารัฐเคียงข้างพล.อ.ประวิตรแน่ๆ
ก็ยิ่งตอกย้ำถึงการเดินคนละทางระหว่างพล.อ.ประวิตร กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งแยกไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ
ยิ่งเป็นคำถามว่า อนาคต 2 พรรคนี้จะร่วมมือกันได้จริงหรือ!?
เพราะเหตุการณ์เมื่อกันยายน 2564 ซึ่งพรรคฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์และ 5 รัฐมนตรี ซึ่งเกิดกรณีส.ส.พลังประชารัฐกลุ่มธรรมนัส เตรียมร่วมโหวตกับ ฝ่ายค้านจนกลายเป็นการแตกหักระหว่างร.อ.ธรรมนัสกับพล.อ.ประยุทธ์
รวมทั้งการที่พล.อ.ประยุทธ์สั่งปลดร.อ.ธรรมนัสพ้นจากครม. จึงเป็นการแตกแบบไม่มีทางประสานได้อีก!
จนกระทั่งมาถึงการเคลื่อนไหวของพล.อ.ประยุทธ์ เพื่อจะชิงนายกฯ ในการเลือกตั้ง 2566 นี้
มีข่าวยืนยันได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องการเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เพราะต้องการคุมส.ส.เอง จนเป็นจุดที่นำมาสู่การแยกทางของ 2 ป. นั่นเอง!
อันที่จริงพล.อ.ประวิตร ก็จะยอมถอยให้พล.อ.ประยุทธ์ แต่มีเงื่อนไขต้องเป็นประธานพรรค
ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ มองว่าบิ๊กป้อมก็ยังมีฐานะสำคัญกว่า จึงตัดสินใจย้ายไปอยู่รวมไทยสร้างชาติในที่สุด
การย้ายพรรคของพล.อ.ประยุทธ์ ก็คือ ความสัมพันธ์ของ 2 ป.ที่ไปต่อไม่ได้อีกแล้ว!?!
จนล่าสุด เมื่อร.อ.ธรรมนัสประกาศนำส.ส.ในสังกัด กลับบ้านพลังประชารัฐ เพื่อดันบิ๊กป้อมเป็นนายกฯ
ยิ่งตอกย้ำว่า พลังประชารัฐหมดสิ้นเยื่อใยกับพล.อ.ประยุทธ์แน่ๆ อีกทั้งพลังประชารัฐกับรวมไทยสร้างชาติ คงเดินกันคนละทางแน่นอน
เป็นการกลับมาของคนที่เคยเดินเกมเปลี่ยนตัวนายกฯ เมื่อปี 2564
ในการเลือกตั้ง 2566 นี้ ก็ประกาศจะเปลี่ยนนายกฯ เป็นพล.อ.ประวิตร
การเดินคนละทาง ยังหมายถึงเสียง 250 ส.ว. ก็ไม่เป็นเอกภาพเหมือนเดิม
250 ส.ว.จะไม่ใช่จุดขายและจุดดูดส.ส. ของพล.อ.ประยุทธ์ได้อีกแล้ว!
วงค์ ตาวัน