เรื่องหนึ่งที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง ก็คือ การที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ทำให้นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ต้องเป็นอันพับเก็บไป โดยแกนนำของเพื่อไทยอธิบายว่า เมื่อไม่ได้เป็นแกนหลักในรัฐบาล และไม่ได้คุมกระทรวงการคลัง
คงไม่สามารถเดินหน้านโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัลได้อีกแล้ว
ทำเอาความฝันของประชาชนต้องสูญสลายไป ที่จะมีเงินมาให้ 10,000 บาทไว้จับจ่ายใช้สอย คงไม่มีให้แล้ว
อันที่จริงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เพิ่งมีข่าวการประชุมของกกต. มีการประชุมพิจารณาและลงมติเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต
เพราะคณะนักร้องครบชุด ทั้งนายศรีสุวรรณ จรรยา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และนายสนธิญา สวัสดี ต่างมายื่นร้องขอให้กกต.ตรวจสอบนโยบายหาเสียงของเพื่อไทยในเรื่องนี้
กล่าวหาว่า เป็นนโยบายที่ไม่สามารถทำได้จริง เข้าข่ายหลอกลวงและสัญญาว่าจะให้ แถมจะให้ยุบพรรคด้วย!?!
ผลการพิจารณาของกกต. มีมติยกคำร้อง
โดยเห็นว่า ไม่ควรรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นนโยบายที่พรรคการเมืองใช้หาเสียงเมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว จึงไม่อยู่ในข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง
เป็นอันว่านโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ไม่เข้าข่ายผิด
ด้านหนึ่งไม่มีผลกระทบอะไรต่อพรรคเพื่อไทย ไม่โดนฟ้องยุบพรรค
แต่อีกด้าน พรรคเพื่อไทยคงไม่สามารถทำนโยบายนี้ได้ เพราะไม่ใช่พรรคหลักในรัฐบาล!
แม้ว่าการตั้งรัฐบาลที่มีพรรคก้าวไกล เป็นแกนนำ จะยังดูเหมือนมีอุปสรรคขวากหนามมากมาย
แต่ก็ยังผนึกกันในหมู่ 8 พรรคอย่างเหนียวแน่น ด้วยเสียง 312 ส.ส. ซึ่งเป็นเสียงข้างมากของสภาผู้แทนฯ
ยังเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลต่อไปให้สำเร็จให้ได้!
ทั้งมีการแบ่งกระทรวงความรับผิดชอบกันในระดับหนึ่ง โดยเพื่อไทยจะได้บริหารกระทรวงด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
เพียงแต่กระทรวงการคลังนั้น ฝ่ายก้าวไกลจะบริหารเอง เพื่อรองรับนโยบายด้านรัฐสวัสดิการตามที่หาเสียงสัญญาไว้
นี่จึงเป็นจุดที่เพื่อไทยตัดสินใจพับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต เพราะการจัดสรรงบประมาณเป็นเรื่องสำคัญ ในการทำนโยบายนี้
สำหรับชาวบ้านที่เคยมีความหวังในเรื่องนี้ ก็ต้องทำใจ เมื่อผลเลือกตั้งออกมาเช่นนี้
ตอนนี้มีแต่ต้องเอาใจช่วย ให้สูตรตั้งรัฐบาล ก้าวไกล-เพื่อไทย เดินหน้าไปสำเร็จ
ถ้าเป็นรัฐบาลได้ ก็คือ ชัยชนะของพรรคฝ่ายประชาธิปไตย
พวกลุงๆ ก็กลับบ้านไปเลี้ยงหลาน แม้ว่าวันนี้ยังแอบฝันรอส้มหล่นอยู่ก็ตาม!
วงค์ ตาวัน