นับจากวันเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม เท่ากับ 2 เดือนพอดี สำหรับวันนัดหมายเรียกประชุมรัฐสภา ทั้งส.ส.และส.ว. เพื่อโหวตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 โดยท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ มะทา กำหนดให้สมาชิกทั้ง 2 สภา มาประชุมชี้ขาดในวันที่ 13 กรกฎาคม
วันที่ 13 กรกฎาคม คงเป็นวันที่คนไทยทั้งประเทศจดจ่อรอฟังผล ว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคก้าวไกล จะไปถึงความฝันหรือไม่
ทั้งที่เป็นพรรคซึ่งประชาชนเลือกเข้าสภามาเป็นอันดับ 1 มีสิทธิ์ความชอบธรรมเต็มเปี่ยม ในการได้รับเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ
แต่เพราะจะต้องได้รับเสียงจากฝั่งส.ว.อย่างน้อย 64 เสียง จึงทำให้มองเห็นได้ว่า เป็นงานยากอย่างมาก
เนื่องจากส.ว.ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง อยู่ในเครือข่ายอนุรักษนิยมการเมือง มีกรอบมีธงชัดเจนว่า จะขัดขวางนายพิธาและก้าวไกล
แน่นอน คงมีส.ว.จำนวนหนึ่งที่มองนอกกรอบ และเคารพเสียงประชาชนที่แสดงออกในวันเลือกตั้ง แต่จะเพียงพอหรือไม่!?
เสียงของ 8 พรรคขั้วประชาธิปไตย จำนวน 312 เสียง เป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร
แต่ในที่ประชุมรัฐสภา กลายเป็นเสียงข้างน้อย ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียง
มองในแง่ความถูกต้องชอบธรรม และยึดเสียงของประชาชน สมควรที่นายพิธาต้องเป็นนายกฯ!
แต่ในความจริง ที่รัฐธรรมนูญวางกับดักเอาไว้ ให้ 250 ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯ จึงทำให้ความถูกต้องชอบธรรม อาจไม่มีอยู่จริง
ดังนั้นการจดจ่อรอผลโหวตในวันที่ 13 กรกฎาคมของประชาชนคนไทย จึงออกในแนวช่วยลุ้นกันมากกว่า!
ที่สำคัญ เหมือนจะยอมรับกันว่า ด่านส.ว. ซึ่งมีกรอบความคิดตายตัว น่าจะผ่านไปได้ยาก
จึงมีคำถามถึงประธานสภาว่า ถ้าไม่ผ่านรอบแรกในวันที่ 13 กรกฎาคม
จากนั้นจะต้องนัดประชุมโหวตกันอีกเมื่อไหร่ และอีกกี่ครั้ง!?!
เพราะเริ่มมองกันขั้นต่อไปว่า ถ้าพิธาไม่ผ่าน ควรจะโหวตให้แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคอันดับ 2 เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้
อีกทั้งในแง่เศรษฐกิจ ห่วงใยกันว่า ถ้าถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม แล้วรัฐสภายังไม่ยอมให้มีการแต่งตั้งนายกฯ
ธุรกิจการค้า การท่องเที่ยว คงสะดุดกันไปหมด
ถึงเวลานั้นส.ว.จะต้องโดนสังคม โดนประชาชนกดดันอย่างหนัก
ทุกวันนี้เริ่มมีคำถามแล้วว่า ส.ว.มีความชอบธรรมขนาดไหน จึงออกมากำหนดว่าจะไม่เอาคนนั้นคนนี้เป็นนายกฯ
หนักกว่านั้นเริ่มกำหนดว่า จะต้องสลายขั้ว เปลี่ยนขั้วตั้งรัฐบาลใหม่
เกรงใจประชาชนคนเลือกตั้งกันบ้าง!!
วงค์ ตาวัน