ผลการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีวันที่ 13 กรกฎาคม คงสร้างความผิดหวังอย่างมากให้กับประชาชนที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลและพรรคฝ่ายประชาธิปไตย แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ผิดคาด เพราะมีท่าทีต่อต้านจากส.ว.อย่างรุนแรงมาตลอด สกัดขัดขวางนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อย่างจริงจัง
ตัวเลขที่ออกมา เสียงโหวตให้นายพิธา 324 เสียง ยังขาดอีก 52 เสียงจึงจะเกินกึ่งหนึ่ง เท่ากับว่าไม่ได้รับความเห็นชอบ
โดยเสียงของส.ว.ที่โหวตให้นายพิธาในที่ประชุมรัฐสภา คือ 13 เสียง ยังห่างจากเป้าหมาย 64 เสียงอย่างมาก
นี่คือภาพที่เป็นจริงในวันโหวตเลือกนายกฯ
เห็นท่าทีของฟากส.ว.ว่า ผนึกแน่นขนาดไหน
สถานการณ์สู่นายกฯ ของนายพิธา ดูแล้วยากลำบากจริงๆ แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่ายังมุ่งมั่นจะสู้ต่อในการโหวตรอบต่อไป!
มีการวิเคราะห์ว่า ถ้าวัดจากจำนวนส.ว.ที่โหวตให้นายพิธา ซึ่งเดิมมีข่าวว่าอาจจะได้ประมาณ 20 เสียง
เอาเข้าจริงมี 13 เสียง
บ่งบอกว่าภาพรวมของวุฒิสภานั้น ปฏิเสธนายพิธาอย่างแข็งกร้าวมากๆ
บ่งชี้ว่ามีสัญญาณแรงอย่างยิ่ง
ดีไม่ดี อาจจะมีแรงกดดันหนักหน่วง จนทำให้เสียงส.ว.ที่หนุนพิธาลดน้อยลงไปจากที่ควรจะได้!
จึงน่าสงสัยว่า การโหวตรอบหน้า จะต้องใช้ความพยายามอย่างมากขนาดไหนจึงจะสามารถแสวงหาเสียงจากส.ว.ได้เพิ่มขึ้น ให้ได้ถึง 64 เสียง
เพราะเสียงจากฝ่ายส.ส.นั้น ก็ได้มาแบบเต็มที่แล้ว จาก 8 พรรค 311 เสียง
แถมเมื่อประธานสภาวันนอร์ ต้องงดออกเสียงเพื่อความเป็นกลาง ทำให้ต้องเพิ่มเสียงส.ว.ไปถึง 65 เสียงด้วยซ้ำ
การโหวตรอบต่อไป จึงต้องทำงานหนักกันอย่างมาก!
อีกทั้งถ้าดูจากท่าทีของส.ว. ที่ผนึกแน่นเป็นด่านหิน ทำให้มีข้อวิเคราะห์ว่า น่าจะบ่งชี้ว่ามีสัญญาณแรงจริงๆ
ดูเช่นนี้ เมื่อมองต่อไปถึง 2 คดีสำคัญ ซึ่งรออยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ
คือคดีหุ้นสื่อ และคดีนโยบายแก้ไขม.112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่
โดยเฉพาะคดีหลังพุ่งเป้าการร้องไปทั้งนายพิธาและกรรมการพรรคก้าวไกล
เป็นสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความอันตรายอย่างสุดๆ
เพียงแต่ต้องดูปฏิกิริยาจากประชาชนด้วยว่า จะรู้สึกอย่างไรกับมรสุมรอบทิศที่กระหน่ำใส่นายพิธา!!
วงค์ ตาวัน