แวดวงสงฆ์กำลังโดนเขย่าหนัก ผลจากคดีแชร์ลูกโซ่ดิไอคอนกรุ๊ป ทำเอาพระนักเทศน์ชื่อดัง โดนตรวจสอบอย่างหนัก ต่อเนื่องด้วยคดีแชร์แครอท ซึ่งมีพระและเณรในภาคอีสานจำนวนมาก ตกเป็นผู้เสียหาย ตัวเลขยอดเงินสูงลิบถึงพันล้านบาท
เกิดคำถามว่า พระสงฆ์องค์เจ้า ไปยุ่งอะไรกับธุรกิจขายตรงที่กลายเป็นแชร์ลูกโซ่ รวมไปถึงแห่กันไปร่วมลงทุนในแชร์ลูกโซ่ หวังเงินทองงอกเงยได้อย่างไร
รวมทั้งเป็นการตอกย้ำภาพพจน์ที่รู้ๆ กันทั่วสังคมว่า พระจำนวนไม่น้อยในวัดใหญ่ๆ มีเงินทองจากการบริจาคของญาติโยมอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง!
แต่ขณะเดียวกัน บรรดาสงฆ์ที่มีชื่อเสียง มีไฮโซห้อมล้อม รวมไปถึงวัดใหญ่ๆ ที่มีคนไปบริจาคมากๆ นั้น
พระเหล่านี้จะมีมวลชนที่ลุ่มหลง
พอเกิดเหตุการณ์แชร์ลูกโซ่รายใหญ่ แถมเป็นเรื่องขึ้นมา พังทลายถึง 2 รายซ้อน กระทบถึงพระดังๆ ก็จะเกิดปฏิกิริยาตอบโต้จากเหล่าสาวก!!
มักจะเกิดข้อโจมตีสื่อมวลชนว่า นำเสนอข่าวทำลายพระพุทธศาสนา
ทำให้นึกถึงข่าวเปิดโปงพระยันตระ พระรูปงามที่มีผู้คนหลงใหลทั่วบ้านทั่วเมืองเมื่อ 30 ปีก่อน
หนังสือพิมพ์ข่าวสด เป็นผู้เจาะข่าวกระชากหน้ากากพระนักเทศน์ชื่อดังรายนี้ ว่าประพฤติผิดศีลธรรมมากมายหลายกรณี!
ข่าวใหญ่สะท้านสังคมนี้เกิดในช่วงปี 2537-2538
เหล่าสาวกดาหน้าออกมาโจมตีข่าวสด หนักถึงขั้นระบุว่ารับเงินจากคริสต์จาก “วาติกัน” มาทำลายศาสนาพุทธ!?!
สุดท้ายด้วยข้อมูลหลักฐานอันหนักแน่น
มีกระทั่งสลิปไปรูดเพื่อเที่ยวสถานบริการโลกีย์ในต่างประเทศของยันตระ
ยันตระต้องมติสงฆ์ชี้ว่ามีความผิดจริง ตัดสินใจห่มเขียวบินหนีไปต่างประเทศ!!
จำได้ว่าช่วงนั้น ถ้าคนของข่าวสดเจอะเจอพระสงฆ์ ก็มักจะโดนถามว่า เจ้าของข่าวสดนี่เป็นคริสต์หรือพุทธ
ด้วยความที่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต การสืบค้นข้อมูลต่างๆ สำหรับคนทั่วไปทำได้ยาก
อาจจะเข้าใจผิดไปกับเสียงกล่าวหาโจมตีเหล่านั้นได้ง่าย
แต่ยุคนี้ สังคมเปิดกว้าง คนในสังคมสามารถค้นหาข้อมูลได้จากปลายนิ้ว การกล่าวหาอะไรกันมั่วๆ ผู้คนสามารถรู้เท่าทัน
ก็ยังอุตส่าห์กล่าวหากันว่า สื่อเปิดโปงแชร์ลูกโซ่โยงถึงพระ คือการทำลายพระพุทธศาสนา!?
ทั้งที่ผู้ทรงศีลแต่ไม่รักษาศีลไม่ยึดหลักธรรมเสียเอง ก็คือผู้ทำลายพุทธศาสนาตัวจริง
ดังคำสอนที่คุ้นๆ กัน “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน”
วงค์ ตาวัน