มีหลายแนวคิดที่น่าสนใจ จากบทสัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่เปิดอกกับสื่อเครือมติชน-ข่าวสด โชว์วิสัยทัศน์ผู้นำสีกากี มีนโยบายใหม่ๆ หลายด้านเลยทีเดียว
อย่างเช่น แนวคิดให้ตำรวจระดับหัวหน้าหน่วย มาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อให้เป็นที่พึ่งของประชาชน ซึ่งกำลังเป็นกระแสในยุคโซเชี่ยลมีเดียเข้าถึงผู้คนทั้งสังคม!!
แทนที่จะให้อินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นเจ้าของเพจ เป็นคนดังในออนไลน์ เป็นทนายโซเชี่ยล มีสถานะเป็นที่พึ่งในการร้องทุกข์ของประชาชน
ทำอย่างไรให้มีตำรวจกลายเป็นคนดังเป็นผู้ทรงอิทธิพลในโซเชี่ยล เพื่อให้ชาวบ้านที่เดือดร้อน เห็นเป็นที่ผู้ที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้
ในมุมมองของบิ๊กต่าย ผบ.ตร. เห็นว่าอินฟลูเอนเซอร์ในทุกวันนี้ ที่มีบทบาทรับเรื่องราวของชาวบ้าน ต้องชื่นชมขอบคุณ
แต่สุดท้ายก็ต้องนำความเดือดร้อนของผู้ร้องทุกข์ มาส่งต่อให้ตำรวจ เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายอยู่ดี!
คือ แทนที่จะต้องไปร้องทุกข์กันหลายทอด รวมทั้งมีการออกข่าวเกรียวกราวแบบไม่มีข้อกฎหมาย หรือความเป็นจริงของพยานหลักฐานมารองรับดีพอ
บางครั้งบางราย เมื่อเรื่องมาถึงตำรวจกลับพบว่า ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น
พูดง่ายๆ ว่า ในบางกรณี ออกข่าวจนเป็นคนดังเป็นฮีโร่ไปแล้ว แต่เนื้อเรื่องที่มาส่งถึงตำรวจ กลับเป็นอีกอย่าง!?!
แต่กระนั้นก็ตาม จุดเริ่มต้นของอินฟลูเอนเซอร์รับเรื่องร้องทุกข์ ต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งมาจากตำรวจเอง ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้
ไปแจ้งความแล้ว โดนดองคดี โดนเรียกใต้โต๊ะ ซึ่งตำรวจแย่ๆ บางส่วนนั่นเอง ทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธา จนไปหาอินฟลูเอนเซอร์แทน!!
เมื่อประกอบกับเราอยู่ในโลกยุคโซเชี่ยลมีเดียเป็นกระแสใหญ่ ใครขึ้นมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ได้ ก็เป็นผู้เข้าถึงจิตใจผู้คน
น่าสนใจว่า เมื่อพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ มองเห็นจุดอ่อนของตำรวจในแง่นี้ นำไปสู่ความคิดสร้างอินฟลูเอนเซอร์ของตำรวจขึ้นมาเอง
ถ้ามองในแง่ดี คือ ทำให้การรับเรื่องร้องทุกข์ เข้าสู่ระบบ เข้ากระบวนการที่มีพยานหลักฐาน มีกฎหมาย รองรับชัดเจน
เพราะอินฟลูเอนเซอร์บางราย ถือเป็นตัวกลางที่ดี เป็นผู้ตรวจสอบตำรวจได้ดี แต่บางรายกลายเป็นสร้างอิทธิพลแอบแฝง!?
ดังนั้น ถ้าตำรวจสามารถเป็นอินฟลูเอนเซอร์เองได้ โดยต้องมองปมปัญหาให้ออก
ต้องแก้ความเหลวแหลกของระบบรับแจ้งความที่สร้างความเอือมระอาให้ได้ด้วย
รวมทั้งการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ก็ต้องอาศัยลีลาความสามารถสร้างแรงดึงดูดได้
ทำให้นึกถึงพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ นายตำรวจขวัญใจชาวบ้านเมื่อ 10-20 ปีก่อน ซึ่งยุคนั้นยังไม่มีโซเชี่ยลด้วยซ้ำ
แต่อาศัยการออกข่าว การให้สัมภาษณ์ที่ตรงใจชาวบ้าน ไม่ใช่พูดแต่ภาษาตำรวจล้วนๆ
กลายเป็นที่พึ่งของสังคม จนน่าจะเป็นแนวสำหรับการสร้างอินฟลูเอนเซอร์สีกากีที่บิ๊กต่ายหมายมั่นปั้นขึ้นมา นั่นเอง!!
วงค์ ตาวัน