อาชญากรรมออนไลน์ ทำความเสียหายร้ายแรงให้กับประชาชนเฉลี่ยวันละ 60-70 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างมาก เป็นภัยคุกคามผู้คนในสังคมที่รุนแรงที่สุดในเวลานี้
เกิดเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาแก๊งมิจฉาชีพไซเบอร์ให้ได้รวดเร็วเด็ดขาดที่สุด
มีการออกมาตรการมากมายเป็นระยะๆ เพื่อเร่งปราบอาชญากรออนไลน์ให้ได้ผลมากที่สุด!
มาตรการล่าสุดคือ พ.ร.ก.ฉบับใหม่ เน้นเพิ่มอำนาจหน้าที่ ในการดำเนินการกับบัญชีม้า อำนาจในการคืนเงินให้ประชาชน และเพิ่มความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง
จุดสำคัญคือ เพิ่มบทกำหนดให้สถาบันการเงิน ค่ายมือถือ ต้องร่วมรับผิดชอบและชดใช้ให้กับผู้เสียหาย
เป้าหมายของกฎหมายใหม่นี้ คือกดดันธนาคารและค่ามือถือให้เข้มงวดป้องกันมิจฉาชีพ และต้องร่วมชดเชยคนที่เสียหายด้วย!
ดูเหมือนจะดี คือ ลงแส้ให้ธนาคารต้องหาทางป้องกันไม่ให้มีการเปิดบัญชีม้า
ลงแส้ค่ายมือถือ ให้เข้มงวดในการออกซิม เพื่อมิให้ไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพ ต่างด้าวสีเทา
ไม่เช่นนั้นทั้งธนาคารและค่ายมือถือ ต้องร่วมชดใช้ความเสียหายให้กับประชาชนด้วย!?
กดดันแบบนี้ธนาคารและค่ายมือถือ ต้องตื่นตัวสุดขีด
แต่พร้อมๆ กัน มองอีกมุม กฎหมายนี้ก็เป็นเหมือนดาบสองคมด้วย!!!
จริงๆ แล้วที่ผ่านมา ธนาคารต่างๆ ค่ายมือถือมาตรฐานสูง มีกฎเกณฑ์ในการเปิดบัญชี หรือเปิดเบอร์โทร.อย่างเข้มงวด
ระบบสแกนนิ้ว สแกนหน้า รัดกุม
แต่ในกฎหมายใหม่ยิ่งเพิ่มความกดดันและยังเพิ่มประเด็นการชดใช้ แน่นอนว่า เป็นเหมือนการขันนอตให้จริงจังมากขึ้นไปอีก หาทางป้องกันให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก
ขณะที่อีกด้านการร่วมชดใช้ให้ผู้เสียหาย แม้จะดูดี ให้ทุกฝ่ายต้องร่วมรับผิดชอบ ร่วมดูแลลูกค้าของตัวเอง มีการคุ้มครองประชาชนถือว่าดีแน่
แต่ก็ต้องคำนึงด้วยว่า อีกด้าน การย้ำเตือนชาวบ้าน ต้องตั้งการ์ดสูงทุกครั้ง เมื่อรับสายโทรศัพท์ หรือเมื่อเห็นลิงก์แปลกๆ ต้องเข้มข้นมากขึ้นเช่นกัน!!
ต้องช่วยกันป้องกันภัยโจรไซเบอร์ ทั้งฝ่ายองค์กรธุรกิจ และฝ่ายประชาชนผู้ใช้บริการ
ประชาชนก็ต้องเท่าทันมิจฉาชีพ ไม่ประมาท ไม่หลงไม่โลภ
พูดง่ายๆ ต้องเข้มงวดทั้งฝ่ายแบงก์ ค่ายมือถือ และกับประชาชนเองด้วย!
ดังที่มีบทเรียนมาแล้ว จากบริษัทประกันภัย ที่เจ๊งวินาศช่วงขายประกันโควิด
อย่าให้เกิดกระแสสุดขั้ว สบายๆ เดี๋ยวก็มีคนชดใช้ให้ ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องระวังอะไรมาก!?!
วงค์ ตาวัน