เมื่องบประมาณปี 2569 ผ่านสภาเรียบร้อยแล้วด้วยเสียงท่วมท้น โดยมีฝ่ายค้านมาช่วยโหวตสนับสนุนให้อีกด้วย ถัดจากนี้ก็คงเป็นคิวการปรับครม.อย่างแน่นอน โดยกระทรวงใหญ่ที่เป็นจุดสำคัญคือ การดึงเอามหาดไทยมาอยู่กับพรรคเพื่อไทยเอง
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ ต้องพ้นจากเก้าอี้มท.1 สลับไปเป็นรองนายกฯ และรมว.กระทรวงที่ใกล้เคียง อาจจะเล็กจากเดิมนิดหน่อย
สัญญาณจากนายทักษิณ ชินวัตร บอกชัดเจนอยู่แล้วว่า รัฐบาลเพื่อไทยต้องบริหารมหาดไทยเอง เพื่อเร่งทำงานสร้างผลงาน เช่น การปราบยาเสพติด ซึ่งวันนี้เป็นภัยคุกคามประชาชนรุนแรงที่สุด!
คาดว่านายกฯ แพทองธาร ชินวัตร คงตัดสินใจได้ไม่ยากว่าจะต้องปรับครม.เช่นไร
ส่วนนายอนุทินและภูมิใจไทยนั้น สถานการณ์วันนี้คงฝืนไม่ได้ จำเป็นต้องยอมเปลี่ยนกระทรวง
ที่สำคัญภูมิใจไทยยังคงอยู่ร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทยต่อไป ไม่มีการแตกหัก!!
อันที่จริงสถานะของภูมิใจไทย โดนปั่นโดยกระแสข่าวจากฝ่ายเกลียดชังเพื่อไทย ปั่นจนทำให้สีน้ำเงินดูเหนือกว่าสีแดงอย่างมาก
แต่เมื่อดูการตัดสินใจยึดมหาดไทยคืนมาของเพื่อไทย ดูแล้วภูมิใจไทยไม่มีอำนาจต่อรองอะไรมากนัก
หนักสุดคือ คดีฮั้วสว. มีแต่ยิ่งเดินหน้า ไม่สามารถขอฮั้วอะไรได้!?
แถมเร็วๆ นี้กกต.จะออกหมายดำเนินคดีกับระดับ “บิ๊กเนม” อีกด้วย
ผลจากคดีฮั้วสว. ยิ่งทำให้ฝ่ายสีน้ำเงินหมดอำนาจต่อรองลงไปอย่างมากโข!
ประมาณกลางเดือนมิถุนายนนี้ คดีในส่วนของกกต.คงจะมีบทสรุปแจ้งข้อหาและสอบปากคำได้ครบ ถึงขั้นยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
แล้วถ้าศาลรับคดีเมื่อไหร่ จะมีผลให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหลายต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่สว.ในทันที
ถัดจากนั้นคดีอาญาในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษจะถึงขั้นแจ้งข้อหาดำเนินคดีอีกระลอก
เป็นข้อหาฟอกเงินและอั้งยี่ อาจจะลามไปถึง ข้อหา ม.116 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ!
นับเป็นดาบสองที่ดุดันยิ่งกว่าเดิม
ลงเอยเชื่อว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในสภาสูง บรรดาผู้มีชื่อในบัญชีสำรองสว.เตรียมตัวเลื่อนขึ้นมาแทนที่ได้
สำหรับรัฐบาลเพื่อไทยแล้ว หลังผ่านครึ่งเทอมแรกมาแล้วคงต้องเร่งสร้างผลงานให้ได้เป็นเนื้อเป็นหนังใน 2 ปีหลัง
การยึดมหาดไทยจึงต้องทำ
เพื่อผลงานปราบยาเสพติดซึ่งหากสำเร็จจะฟื้นคะแนนได้มาก ไปจนถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกองทุนหมู่บ้าน ผ่านชุมชนท้องถิ่นต่างๆ
บรรดาข่าวลือก็ลงเอยแค่ลือ เพราะไม่ล้ม ไม่หนี เพียงแต่ต้องแสดงฝีมือทำผลงานให้สำเร็จให้ได้!!
วงค์ ตาวัน