ถ้าเกิดสงครามไทยกับกัมพูชารบกันรุนแรงจริงๆ จะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมาก และผลประโยชน์นั้นไม่ใช่เรื่องของตระกูลชินวัตรกับตระกูลฮุนเซน แต่เป็นผลประโยชน์ของพ่อค้าแม่ค้าตามแนวชายแดน ธุรกิจส่งออกของไทย ธุรกิจท่องเที่ยวจากฝั่งไทย ไปจนถึงนักลงทุนไทยที่ไปทำธุรกิจในกัมพูชามากมาย
ผลประโยชน์เศรษฐกิจมหาศาลของประเทศไทยโดยรวมที่จะกระทบรุนแรง จากสถานการณ์สงคราม
มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น มีมากถึงหลายแสนล้านบาท และไทยเป็นฝ่ายได้ดุลสูงมาก!
มีการประเมินว่า ถ้าไทยกับกัมพูชาแตกหักกัน จะส่งผลกระทบด้านลบมากมายหลายด้าน
ธุรกิจส่งออกของไทยที่ได้ดุลจากเขมรจำนวนมาก จะพังทันที ธุรกิจท่องเที่ยวกระทบ นักลงทุนไทยในกัมพูชาพังพินาศ
แล้วเรื่องใกล้ตัวสุดคือแรงงานกัมพูชาในไทย ที่มีมากถึงเกือบ 5 แสนคน ถ้าอพยพกลับประเทศจะเกิดอะไรขึ้น!?!
เรื่องแรงงานต่างด้าว ชัดเจนมากๆ
ช่วยสถานการณ์วุ่นวายหลายครั้ง เช่นโควิด หรือช่วงจัดระเบียบตีทะเบียนแรงงาน
พอคนงานพม่า คนงานกัมพูชา คนงานลาว แห่กลับประเทศตัวเอง
โรงงานอุตสาหกรรม การเกษตรขนาดใหญ่ กิจการร้านค้าต่างๆ กระทั่งแม่บ้านตามบ้านเรือน ร้องจ๊ากกันหมด
เพราะประเทศไทยเราอาศัยแรงงานต่างด้าวเป็นส่วนใหญ่ในแทบทุกกิจการ!!
นี่มองเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจที่จะกระทบมากมาย หากไทยกับกัมพูชารบกันหั่นแหลก
เรื่องต่อมาที่ต้องคิดกันให้มาก คือ ความสงบสุขของประชาชนคนไทยที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอันยาวเหยียด
เห็นภาพเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ของโรงเรียนไทยในแนวชายแดน ต้องฝึกอพยพวิ่งกันเข้าที่หลบภัย น่าเศร้าใจกันไหม!?
ถ้ารบกันจริง ชาวบ้านไม่สามารถไปนาไปไร่ได้ ทำมาหากินไม่ได้
ถ้าตลาดการค้าชายแดนโดนปิดหมด พ่อค้าแม่ขายคนไทยเดือดร้อนเช่นไร
แน่นอนว่า ไทยต้องรักษาอธิปไตย ซึ่งทุกวันนี้ทุกหน่วยงานทำหน้าที่อยู่แล้ว
รัฐบาลไทยอาจจะดูเชื่องช้า ก็เพราะไม่ต้องการร้อนรนจนเป็นการยั่วยุ
ขณะที่ผู้นำรัฐบาลเขมรเขาก็ต้องเล่นบทชาตินิยมจัด เพราะโดนการเมืองภายในเขย่าหนัก ก็ปล่อยให้เขาเล่นไป
ข้อเท็จจริงนั้น สงครามไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ และที่ผ่านมาก็เกิดการปะทะกันแบบสั้นๆ ที่ช่องบกเท่านั้นเอง
ส่วนกระแสชาตินิยมจัดในไทยบางกลุ่มหน้าคุ้นๆ ก็การเมืองแอบแฝงเช่นกัน!!
วงค์ ตาวัน