ในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เดือนตุลาคมมีความหมายสำคัญในด้านการต่อสู้ของขบวนการประชาชน ถึง 2 เหตุการณ์ เกิดการนองเลือดในใจกลางเมืองหลวง มีวีรชนล้มตายมากมาย แต่ก็ได้มาซึ่งการเปิดม่านนำสังคมไทยไปสู่ประชาธิปไตย ก่อนจะเกิดการปราบปรามซ้ำเพื่อนำสังคมไทยกลับไปสู่ยุคมืดมน
ประวัติศาสตร์เดือนตุลาคม เริ่มจาก 14 ตุลาคม 2516 เมื่อประชาชนจำนวนมากมายมหาศาล นำโดยนิสิตนักศึกษาลุกฮือต่อต้านรัฐบาลที่กุมอำนาจโดยผู้นำทหาร จนเกิดการปราบปรามด้วยกระสุนจริง
ตัวเลขทางการระบุว่า มีประชาชนเสียชีวิตประมาณ 77 ราย บาดเจ็บอีกจำนวนมาก
สุดท้ายการต่อสู้ของประชาชนได้รับชัยชนะ รัฐบาล 3 ทรราชล่มสลาย นำสังคมไปสู่ยุคประชาธิปไตย เสรีภาพทางความคิดและทางการเมืองเบ่งบานอย่างมาก
แต่ขบวนการนักศึกษาประชาชนเดินหน้าสร้างสังคมใหม่ได้เพียง 3 ปี ก็โดนปราบปรามเพื่อทำลายให้สูญสลาย
เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กวาดล้างนักศึกษาประชาชนจนล้มตายจำนวนมาก นำไปสู่การยึดอำนาจของทหาร ฉุดสังคมไทยถอยกลับไปสู่ยุคมืด!
แต่ผลอีกด้านของการกวาดล้าง ทำให้นักศึกษาปัญญาชน ต้องเข้าป่าจับปืน ร่วมกับคอมมิวนิสต์
เพราะไม่ยอมให้มีการเคลื่อนไหวต่อสู้ในเมืองอย่างสันติ คราวนี้ก็เลยแห่เข้าป่า เดินแนวทางจับปืนสร้างสังคมใหม่
ไปๆ มาๆ นายทหารที่ใช้สมองมากกว่ากำลัง ผลักดันแนวทางการเมืองนำการทหาร เพื่อหยุดสงครามคอมมิวนิสต์ที่ขยายตัวอย่างมาก!
ทำให้เกิดคำสั่งที่ 66/2523 เปิดทางให้คนเข้าป่ากลับมาอยู่เมืองต่อสู้สันติวิธีได้ โดยไม่ถือว่าการต่อสู้ในป่านั้นมีความผิดทางกฎหมายอาญา
ประกอบกับความระส่ำระสายในฝ่ายคอมมิวนิสต์ ทำให้นักศึกษาตัดสินใจวางปืน ทำให้สงครามคอมมิวนิสต์ต้องปิดฉากไปด้วย!!
สังคมไทยหลังจากนั้น ปรับเปลี่ยนการต่อสู้ทางการเมืองไปอีกแบบ
แต่ก็ยังมีการชุมนุมต่อสู้ของประชาชน และโดนปราบปรามนองเลือดอีกหลายครั้ง
ประชาธิปไตยเหมือนจะก้าวไปข้างหน้า แต่ก็ยังมีการรัฐประหารฉุดให้ถอยหลังอีกหลายหน
เมื่อถึงวาระรำลึกเหตุการณ์เดือนตุลาคม
ทั้ง 14 ตุลาคม ที่ผ่านมาแล้ว 52 ปี และ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมาแล้ว 49 ปี
มีคำถามว่า การต่อสู้ด้วยเลือดเนื้อของวีรชน ได้ก่อเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง!?
มีแน่นอน ทำให้สังคมเดินไปข้างหน้าแน่นอน
เพียงแต่ก็ยังมีการใช้อำนาจนอกระบบเข้ามาฉุดรั้งเป็นระยะ
บทเรียนการนองเลือดสูญเสียชีวิตพิกลพิการในการต่อสู้บนท้องถนน เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง ไม่ควรเกิดขึ้นอีกถ้าไม่จำเป็น
การใช้อำนาจในมือประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ยังเป็นแนวทางที่สันติและเป็นประชาธิปไตยที่ยังไปได้!
วงค์ ตาวัน