วงล้อเศรษฐกิจ : จับตาหยวน

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

หลังสหรัฐได้ประกาศเก็บภาษีสินค้ากลุ่มเหล็กและเหล็กกล้า แผงโซลาร์ เครื่องซักผ้า ในระลอกแรก สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นของจีนในระลอกสอง เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้จีนประกาศตอบโต้ภาษีนำเข้าของสหรัฐนั้น เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบด้านการส่งออก ซึ่งคาดว่าการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งหลังปีนี้จะชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่ส่งออกชิ้นส่วนไปให้จีน จะลดลง

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐสั่งการให้ขึ้นภาษี นำเข้าสินค้าจีนอีกระลอก โดยมีมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีจำนวนสินค้ากว่า 6,000 รายการ 

สงครามการค้าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่าภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า จะลดลง 0.5%

ปัจจัยที่น่าจับตามอง คือ ค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แตะที่ระดับประมาณ 6.8 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 6.5 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ

และเงินหยวนก็อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินบาท ซึ่งทางการจีนอาจใช้การอ่อนค่าเงินหยวนเป็นมาตรการช่วยลดผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐ เพื่อทำให้กำไร จากการค้าในรูปเงินสกุลท้องถิ่นเพิ่มขึ้น เพื่อเอื้อให้บริษัทจีนมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น แต่จะส่งผล กระทบต่อความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยได้

เริ่มเห็นสัญญาณการอ่อนตัวของค่าเงินหยวนต่อดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง และเป็นการอ่อนค่ามากกว่าค่าเงินบาท ซึ่งอาจจะกระทบต่อการแข่งขันด้านราคา กับสินค้าจีน และต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ตลาดการเงินโลกค่อนข้างอ่อนไหวกับการอ่อนค่าของค่าเงินหยวน เนื่องจากภาคธุรกิจของจีนมี ภาระหนี้ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐค่อนข้างมาก เมื่อค่าเงินหยวนอ่อนค่ามากกว่า 6.8 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจส่งผลให้นักลงทุนมีการเทขายสินทรัพย์เสี่ยง เพราะหวั่นความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทจีนในอนาคต