เมืองไทย 25 น.

ทวี มีเงิน

คําโบราณที่ว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ใช้ได้สำหรับการเมืองทุกระดับตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ กระทั่งการเมืองระหว่างประเทศ ดูอย่างสหรัฐอเมริกา ตอนที่ “คสช.”ทำรัฐประหาร จนถึงรัฐบาล “บิ๊กตู่” ขึ้นมา บริหารประเทศใหม่ๆ สหรัฐอเมริกาเป็น “หัวหอก” ถือธงนำต่อต้านคสช.เนื่องจากไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่เป็นประชาธิปไตย จึงบีบไทยทุกอย่างจนหน้าเขียว นักธุรกิจไทย คนไทยต้องพลอยโดนหางเลข

แค่ 2 ปีทุกอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่เคยบีบก็เริ่มผ่อนคลาย สะท้อนจากยอมผ่อนปรนให้ไทยหลุดจากรายงานการค้ามนุษย์จากเทียร์ 3 มาเป็นเทียร์ 2 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ยอมปรับขึ้นจนเป็นที่กังขาของคนทั่วไปแต่ไปปรับให้กับมาเลย์ เพราะรัฐบาลมาเลย์ยอมเข้าร่วมทีพีพี ที่สหรัฐเป็นโต้โผ

ยิ่งแปลกใจ เมื่อ “บิ๊กตู่” ไปประชุมยูเอ็น ที่สหรัฐเที่ยวนี้ ผู้นำสหรัฐ “บารัก โอบามา” โปรยยาหอมรับแทบไม่ไหว โดยนายโอบามาได้บอกผ่าน “แดเนียล รัสเซล” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ ชื่นชมการแก้ปัญหาของไทยรวมถึงการค้ามนุษย์ก็แก้ได้ดีได้พัฒนาจากเทียร์ 3 มาเป็นเทียร์ 2 ซึ่งเป็นระดับเฝ้าระวัง และเห็นความตั้งใจในการแก้ปัญหาไอยูยู ในกรณีประมงของไทยทำผิดกฎหมาย แถมยังชื่นชมบิ๊กตู่ว่าพูดในที่ประชุมสมัชชาได้ดี

การที่สหรัฐ ชื่นชมไทยเที่ยวนี้ คงไม่ใช่ตามมารยาททั่วๆ ไปแน่ แต่น่าจะมีนัยยะแอบแฝง ทั้งหลายทั้งปวงคงไม่พ้นเรื่องผลประโยชน์ของอเมริกาเอง

ไม่กี่วันที่ผ่านมามีอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า สหรัฐเล่นบทตีสองหน้ามาตลอด ระยะ 2 ปีที่ผ่านมาขณะที่ในซีกรัฐบาลสหรัฐ “แอนตี้” รัฐบาลไทยและกดดันไทยทุกอย่าง แต่ในซีกของภาคเอกชนก็แอบยกทีมมาพบเจรจากับ “บิ๊กตู่” ถึง 2 ครั้ง ผู้เข้าพบล้วนเป็นบริษัทชั้นนำ ทั้งทางด้านพลังงาน รถยนต์ บริษัทยา รวมแล้วกว่า 10 ธุรกิจ เพื่อขอให้รัฐบาลไทยออกกฎหมายเอื้อประโยชน์กับนักธุรกิจสหรัฐที่ทำธุรกิจในไทยก่อนแล้วรวมถึงนักลงทุนสหรัฐ ที่สนใจเข้ามาลงทุนในอนาคต หลังจากพบบิ๊กตู่แล้วผู้แทนบริษัทต่างๆ ก็แยกย้ายกันไปเจรจากับรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ทั้งเจรจาทั้งกดดัน

ปรากฏการณ์นี้คงฉายภาพสหรัฐได้อย่างดีว่าผลประโยชน์ย่อมเหนือสิ่งอื่นใด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน