วงล้อเศรษฐกิจ : จับตาบาทแข็ง-เซฟการ์ด

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์

มูลค่าการส่งออกไทยเดือน ก.พ. ขยายตัวสูงต่อเนื่อง ที่ 10.3%YOY โดยเติบโตดีในเกือบทุกตลาดส่งออกสำคัญ และหมวดสินค้า

มูลค่าการนำเข้าเติบโตต่อเนื่องที่ 16.0%YOY จากการนำเข้าในกลุ่มสินค้าเชื้อเพลิงที่เติบโตกว่า 21%YOY ตามราคาน้ำมัน ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สินค้าทุน (ไม่รวมเครื่องบินและเรือ) ขยายตัว 1.3%YOY สะท้อนการลงทุนในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

คาดมูลค่าการส่งออกทั้งปี 2018 จะขยายตัวที่ 5% ตาม แนวโน้มการเติบโตของภาคการผลิตโลก ประกอบกับราคาน้ำมันและสินค้าเกษตรบางรายการที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ดี เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับคู่ค้าสำคัญ สะท้อนจากดัชนี Real Effective Exchange Rate (REER) ที่เพิ่มขึ้น ราว 5% ตั้งแต่ต้นปี 2017 อาจกระทบความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ถูกทดแทนได้ง่ายอย่างสินค้าเกษตร ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง น้ำตาล และยางพารา

นอกจากนี้ เงินบาทที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่าอาจกระทบโดยตรงต่อกำไรในรูปเงินบาทของผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่กล่าวข้างต้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบนำเข้าน้อย จึงไม่ได้รับประโยชน์จากเงินบาทที่แข็งค่ามากนัก

สินค้าส่งออกไทยบางรายการอาจเผชิญความเสี่ยงจากนโยบาย กีดกันทางการค้าของสหรัฐ และการตอบโต้ (retaliation) จากประเทศต่างๆ หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้อนุมัติมาตรการ safeguard เก็บภาษีการนำเข้าเครื่องซักผ้าและแผง โซลาร์ ไปเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2018 ประธานาธิบดีทรัมป์ ลงนามอย่างเป็นทางการเพื่ออนุมัติให้สหรัฐ เรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กจากทุกประเทศ (safeguard) ในอัตรา 25% เพิ่มเติมจากมาตรการภาษีทั้งหมดที่มีการเรียกเก็บอยู่ก่อนแล้ว ในปัจจุบัน

ซึ่งประเมินว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ปริมาณส่งออกเหล็กของไทยไปยังสหรัฐ ลดลง 2 แสนตัน (9% ของปริมาณเหล็กส่งออกทั้งหมดของไทย) หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.1% ของมูลค่าส่งออกไทยทั้งหมด

คาดว่ามูลค่าการนำเข้าทั้งปี 2018 จะขยายตัวที่ 9.2% โดยเติบโตตามความต้องการสินค้าวัตถุดิบและสินค้าทุน ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวตามการลงทุนในประเทศที่คาดว่า จะฟื้นตัวดีขึ้น ประกอบกับการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงที่มี แนวโน้มดีขึ้นตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น