วงล้อเศรษฐกิจ : ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

วิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2561 ค่าแรงขั้นต่ำของไทยจะปรับขึ้น ทั่วประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีหรือนับจากปี 2556 ซึ่งมีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำสู่ระดับ 300 บาทต่อวัน

ในปี 2561 ค่าแรงขั้นต่ำรายวันจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 308-330 บาท จาก 305-310 บาท ในปี 2560 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.4% 

ประเมินว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมเครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งทอ และกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SME)

แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมยังค่อนข้างจำกัด ทั้งในแง่ต้นทุนค่าจ้าง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ

ประเมินว่า ผลจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้จะทำให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปีนี้ที่เฉลี่ย 3.4% คาดว่าจะส่งผลให้ค่าจ้างของแรงงานในระดับอื่นๆ ปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย 

โดยรวมแล้วจะทำให้ต้นทุนค่าแรงทั้งประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.1% และจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตทั้งประเทศเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.95% 


ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตสามารถจำแนก ผลกระทบเป็นสองส่วน

ส่วนแรกคือ ผลกระทบทางตรง 0.13% ซึ่งเป็นผลจากการ เพิ่มขึ้นของค่าจ้างเฉพาะปัจจัยการผลิตด้านแรงงาน

ส่วนที่สองคือ ผลกระทบทางอ้อม 0.82% เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาปัจจัยการผลิตอื่นๆ หรือเป็นการเพิ่มขึ้นของต้นทุนค่าแรงที่แฝงอยู่ในราคาสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบ

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตดังกล่าวคาดว่าจะส่งผ่านมายังราคาสินค้าผู้บริโภค 0.62% ซึ่งอาจจะมีส่วนช่วย ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อที่ค่อนข้างต่ำในปัจจุบันให้ทยอยเข้าสู่กรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ในช่วงกลางปีนี้ 

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้อาจต้องระวังผล กระทบต่อภาคการผลิตบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้แรงงาน เข้มข้นและกลุ่ม SMEs

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ภาพกว้างทั้งประเทศพบว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ อีกทั้งผลกระทบโดยรวมยังค่อนข้างจำกัดทั้งในแง่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนแรงงานเฉลี่ย ต้นทุนการผลิตรวม และราคาสินค้าผู้บริโภค รวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงาน คาดว่าการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำ 1.0% จะส่งผลให้ค่าแรงเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในอัตรา 0.31% และจะทำให้ต้นทุนของภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 0.27% ซึ่งจะส่งผ่านมายังราคาสินค้าผู้บริโภค 0.18%