ปิดฉากไลฟ์สดมาราธอน บุกชาร์จ‘เสก’พาส่งร.พ. หลังเชียร์‘ลุงตู่’นั่งนายกฯ

ปิดฉากไลฟ์สดมาราธอน

ปิดฉากไลฟ์สดมาราธอน บุกชาร์จ‘เสก’พาส่งร.พ. หลังเชียร์‘ลุงตู่’นั่งนายกฯ ตะลึงป่วยไบโพลาร์10ปี

แฟ้มคดี

ปิดฉากไลฟ์สดมาราธอน – ตามลุ้นกันทั้งประเทศ สำหรับสถานการณ์ของร็อกเกอร์ชื่อดัง ‘เสก โลโซ’

นักร้องดังผู้มีชีวิตโลดโผน ทั้งชีวิตจริงและโลกออนไลน์

หลังจากที่ไลฟ์สดมาราธอนมาตั้งแต่ปลายเดือนก.ค. จนกระทั่งส.ค. ก็เริ่มไลฟ์ถี่ยิบ

เนื้อหาก็มีทั้งทำกิจวัตรประจำวัน ร้องเพลง ปลูกต้นไม้ ทำกับข้าว

จนมาถึงจุดพีกเมื่อเริ่มแสดงจุดยืนทางการเมือง ทั้งการโจมตีอดีตนายกฯทักษิณ และชื่นชมพล.อ.ประยุทธ์

ทำให้แฟนๆเริ่มสงสัยว่าอาจมีอะไรผิดปกติ

แม้เจ้าตัวจะตรวจปัสสาวะโชว์ว่าไม่มีสารเสพติด แต่ก็ไม่ได้ยืนยันว่าจะไม่มีอาการป่วย

ยิ่งเมื่อแพทย์วิเคราะห์สภาพที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นว่าสุ่มเสี่ยงจริงๆที่จะเป็นไบโพลาร์

ทำให้ครอบครัวของเสก อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป หาวิธีพาตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นไบโพลาร์ขั้นรุนแรง

หากไม่รักษาอย่างถูกวิธีอาจมีผลต่อชีวิต

■ แฟนๆ มึน‘เสก’ไลฟ์มาราธอน

ถือเป็นคนที่ชื่นชมการสื่อสารผ่านโซเชี่ยลมีเดียอย่างรุนแรงคนหนึ่ง สำหรับเสก โลโซ หรือเสกสรรค์ ศุขพิมาย ร็อกสตาร์ชื่อดัง ซึ่งเมื่อย้อนไปตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊ก SEK LOSO พบว่าเจ้าตัวมักจะไลฟ์สดในกิจกรรมประจำวันเพื่อสื่อสารถึงแฟนๆ อยู่ตลอดเวลา

แต่ที่น่าสนใจก็คือความถี่ของการไลฟ์สดเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนก.ค.2561

และเมื่อมาถึงเดือนส.ค. ปริมาณการไลฟ์ก็พุ่งสุดขีด เรียกว่าไลฟ์กันทั้งวันทั้งคืน

นับตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. ที่เริ่มไลฟ์ในเดือนนี้ จนถึงวันที่ 16 ส.ค. เสกใช้เวลาไลฟ์สดไป 8,718 นาที หรือคิดเป็น 145 ชั่วโมง หรือคิดเป็น 6 วันเต็มๆ!!

โดยมีผู้เข้าชมทั้งหมดกว่า 21 ล้านวิว หรือเฉลี่ยต่อคลิป 1.5 แสนวิว เรียกว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่าเรตติ้งของโทรทัศน์บางช่องเสียอีก

โดยกิจวัตรที่เสก บอกเล่าผ่านไลฟ์สด ก็เป็นพวกชีวิตประจำวัน เล่นกีตาร์ ร้องเพลง ฝังปลาที่ตาย ปลูกต้นไม้ กินอาหาร หรือแม้กระทั่งตรวจปัสสาวะ เพื่อยืนยันว่าตัวเองไม่ได้เสพยา

แต่ที่กลายเป็นประเด็นฮือฮา ก็เพราะการไลฟ์สดดังกล่าวพาดพิงคนไปเกือบทุกวงการ

อาทิ การโทรศัพท์หาบิ๊กบอสค่ายเพลงยักษ์ใหญ่

หรือกระทั่งการพาดพิงถึงอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

จนกระทั่งสื่อมวลชนต้องไปติดตามสอบถามกันถึงบ้านพัก ซึ่งเจ้าตัวเปิดบ้านวันที่ 16 ส.ค. ให้สัมภาษณ์ว่าได้ประกาศยุติการไลฟ์สดแล้ว ยืนยันไม่ได้ติดยาเสพติด ที่ไลฟ์ไปก็เพราะอยากให้เห็นว่าในแต่ละวันตนทำอะไรบ้าง และการไลฟ์สดนี้ ตนได้นอนตามปกติ เพราะแค่วันละ 2-3 ชั่วโมง ก็นอนพอแล้ว

รวมทั้งขอให้นายทักษิณวางมือทางการเมืองแล้วตนจะยุติการไลฟ์สด

แต่ต่อมาวันที่ 17 ส.ค. เสกก็โพสต์อีกว่า “ถ้ารักเฮียให้สนับสนุนพี่สมศักดิ์ เทพสุทิน, พี่สุเทพ เทือกสุบรรณ, พี่มาร์ค อภิสิทธิ์, พี่เนวิน ชิดชอบ ฯลฯ และแน่นอนที่สุด ต้องสนับสนุนให้นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูแลบ้านเมืองไปก่อนจนกว่าจะสงบเรียบร้อยดีแล้ว เราค่อยมาเลือกตั้งกัน!!”

แสดงจุดยืนทางการเมืองชัดเจน!??

■ วางแผนอุ้มพารักษาร.พ.

อย่างไรก็ตาม หลังจากการไลฟ์สดมาราธอนไม่หลับไม่นอน เริ่มมีข้อสังเกตว่าหรือจริงๆแล้วเสกจะป่วยกันแน่!??

โดยมีข้อสงสัยว่าอาจจะเป็นไบโพลาร์

นพ.ยงยุทธ์ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ระบุว่า ไบโพลาร์เป็นโรคทางจิตเวช ส่วนหนึ่งเกิดจากกรรมพันธุ์ อาการของโรคดังกล่าว จะมี 2 ขั้ว คือ 1.แบบซึมเศร้า คนที่เป็นจะมีอาการ เช่น ท้อแท้ เบื่อหน่าย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ไม่อยากทำอะไร

2.แบบฟุ้ง คนที่เป็นจะมีอาการ คือ ขยัน พูดมาก คิดฟุ้ง ฯลฯ เมื่อคิดฟุ้งแล้วจะมีการแสดงพฤติกรรมที่ผิดแปลกไปจากคนปกติทั่วไป

“หากใครมีภาวะแบบนี้ ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษา เพราะการรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นปกติได้ สำหรับกรณีของเสก โลโซ ผมไม่ใช่แพทย์เจ้าของไข้ ไม่สามารถยืนยันว่าป่วยเป็นไบโพลาร์จริงหรือไม่

หากมีการยืนยันจากทนายส่วนตัวว่าป่วยเป็นโรคดังกล่าว เสกก็ต้องเข้าสู่กระบวนการรักษา ผู้ชมการไลฟ์สดไม่ควรแห่ตาม ควรเข้าใจว่าเขาคือคนป่วยที่ต้องได้รับการรักษา และคนที่ใกล้ชิดหรืออยู่แวดล้อมต้องช่วยเหลือ เพราะไบโพลาร์เป็นโรคเรื้อรัง ถ้ารักษาจะทำให้อาการดีขึ้น จนเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ถ้าไม่รักษา ปล่อยทิ้งไว้โรคจะกลับมาใหม่

ผู้ป่วยจะต้องมีวินัย ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ และห้ามขาดยา หากปล่อยไปนานๆ อาการจะรุนแรงมากขึ้น ถึงที่สุดแล้วอาจจะมีการคลุ้มคลั่ง และสุดท้ายอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยไบโพลาร์สามารถอดนอนได้ถึง 2 สัปดาห์”

หลังจากเสียงทักท้วงมากขึ้น ครอบครัวของเสก ก็นิ่งอยู่ไม่ได้ ต้องทำอะไรสักอย่าง

โดยเมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่เสกให้สัมภาษณ์สื่อ ก็เตรียมรถตู้เข้าไปรับเพื่อไปส่งโรงพยาบาล แต่เสกไม่ยอมไป พร้อมสั่งรปภ.หมู่บ้าน ไม่ให้เข้า ทีมงานที่ไปก็รอจนถึงตี 2 ของวันที่ 17 ส.ค. จนต้องถอนทัพกลับ

จนกระทั่งคืนวันที่ 18 ส.ค. ก็จัดทีมงานไปอีกชุด ครั้งนี้มีน้องเสือ-เสฎกานต์ ศุขพิมาย ลูกชาย และกานต์-วิภากร ศุขพิมาย ภรรยาเก่าร่วมทีม ซึ่งครั้งนี้รปภ.ให้เข้า เพราะบ้านดังกล่าวมีชื่อของน้องเสือเป็นเจ้าของ

กระทั่งทีมงานเข้าไปถึงเวลา 20.00 น. พยายามจะพาเสกไปหาหมอ แต่เสกก็ไม่ยอม จนกระทั่งรู้ตัวว่าขัดขืนไม่ได้ ก็ยอมไปโรงพยาบาลแต่โดยดีในเวลา 21.00 น.

โดยเบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากอีฟ-อภิสร์ญา พัฒนวรทรัพย์ ภรรยาคนปัจจุบันติดต่อไปยังคนรู้จักให้ช่วยติดต่อขอความช่วยเหลือจากกานต์ เพราะไม่ไหวแล้ว

จนกระทั่งร่วมกันวางแผนพาตัวเสกส่งรักษาร.พ.ได้สำเร็จ

■ เผยเป็นไบโพลาร์ขั้นรุนแรง

ภายหลังภารกิจสำเร็จ กานต์เผยว่า เสกเป็นไบโพลาร์มาแล้ว 10 กว่าปี เมื่อเป็นจะซึมเศร้า ไม่ออกจากบ้าน ไม่เจอใคร เป็นทุกข์ตลอดเวลา อยู่กับใครไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่สนุก ต้องอยู่กับตนคนเดียว ต้องคุยเป็นเพื่อนเขาตลอดเวลา ลูกยังไม่กล้าเจอ ไม่อยากให้เห็นในสิ่งที่เขาเป็น เขาจะขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ให้ตนไปนั่งเป็นเพื่อน

“แพทย์ลงความเห็นว่า เสกเป็นไบโพลาร์ขั้นรุนแรง ขั้นสุดท้าย ถือว่าวิกฤต สามารถฆ่าตัวตายได้”

ขณะที่เสือ เล่าถึงนาทีบุกพาพ่อไปโรงพยาบาลว่า เริ่มรู้สึกว่าพ่ออาการหนักขึ้น เพราะชอบคุยหลอนๆ คิดว่าต้องพาไปรักษา แต่ไม่รู้ทำยังไง จึงปรึกษาแม่ กับอีฟ ครั้งแรกวันที่ 16 ส.ค. วางแผนจะให้พ่อกินยานอนหลับ พยายามหายาน้ำ แต่ไม่มี มีแต่ยาเม็ด ที่ต้องบดผสม ซึ่งไม่เวิร์ก จึงไปสั่งยาสลบมา แต่อีฟไม่กล้าให้พ่อกิน เพราะกลัวอันตราย

แผนที่วางไว้ว่าจะไปรอให้พ่อหลับแล้วเอารถเข้าไปรับก็เลยไม่สำเร็จ

จากนั้นวันที่ 18 ส.ค. ตนไปพร้อมรถตู้ คุยกับนิติบุคคล และรปภ.เรียบร้อย แต่ก็ยังเข้าไม่ได้ เลยสวมรอยเป็นรถมูลนิธิมารับเงินบริจาค เพราะตอนนั้นพ่อไลฟ์รับบริจาคอยู่พอดี พอรปภ.โทร.ไปถาม พ่อก็ยอมให้เข้า

เมื่อไปถึงจะมีอีฟคอยส่งสัญญาณอยู่ภายในบ้าน มีเจ้าหน้าที่เข้าไป 3 คน ทำทีมารับบริจาคให้กับมูลนิธิ แล้วก็หลอกถ่ายรูป ก่อนพาไปขึ้นรถตู้ส่งไปโรงพยาบาล

ด้านอีฟ ระบุว่า เสกบอกว่าที่ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กนั้น เพราะว่าแฟนคลับเรียกร้องให้ไลฟ์ บางไลฟ์เสกเปิดเพลงเศร้าฟัง แล้วซึมเศร้าร้องไห้ตาม ก็กลัวจะทำร้ายตัวเอง ที่ผ่านมาเสกไม่ได้กินยารักษาโรคไบโพลาร์ ครั้งสุดท้ายที่ไปหาหมอคือช่วงปีที่แล้ว ตอนนั้นแพทย์บอกว่าใกล้หายแล้ว ทำให้เขาไม่ไปหาหมอต่อเนื่อง

ส่วนวันที่ร่วมมือพาเสกไปโรงพยาบาล ก็เป็นคนปีนหน้าต่างบอกพิกัดบ้านให้ เสกเข้าใจว่าเป็นคนจากมูลนิธิ เลยให้เข้ามา แต่เมื่อล็อกตัวไปส่งโรงพยาบาล เสกพยายามขัดขืน สุดท้ายทีมงาน 4-5 คนก็ต้องช่วยกัน ตอนนั้นเสกถามว่าถ้าไปหาหมอไม่มีอะไร กลับบ้านได้เลยใช่ไหม เมื่อเห็นขึ้นรถตู้ไปด้วย เสกเลยยอมโดยดี

เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล รอวันหายดี กลับมาสร้าง ผลงานให้แฟนๆได้ชื่นชม