ผ่าคดีตร.ล่าจับหนุ่มหื่น แช็ตลวง-ขืนใจสาว19 หนีจนมุมแก่งกระจาน

ศราวุฒิ ศรีเพ็ชรสัย/อดิศร จิตตเสวี /สมศักดิ์ ชฎารัตน์/สุรัตน์ สรรพคุณ เรื่อง/ภาพ

ผ่าคดีตร.ล่าจับหนุ่มหื่น – โลกโซเชี่ยล แม้นจะช่วยย่อโลกให้เล็กลง นำพาเพื่อนใหม่ๆ มากหน้าหลายตาให้ได้มารู้จักกัน แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน โลกโซเชี่ยลก็เช่นกัน ใช่จะมีแต่ความสวยงาม แต่ยังมีภัยซ่อนเร้นที่แฝงตัวมาในรูปต่างๆ เป็นที่รวมของเหล่าเดนสังคม ที่จ้องล่าเหยื่อโดยใช้โปรแกรมแช็ตที่มีอยู่มากมาย ทั้งล่อหลอกให้สูญเสียเงินทอง เสียตัว หรือแม้นกระทั่งเสียชีวิต

ผ่าคดีตร.ล่าจับหนุ่มหื่น

ภาพวงจรปิดขณะกดเงิน

ย้อนไปเมื่อวันที่ 11 ต.ค. ร.ต.ท.(หญิง)ณัฏฐณิชา เวชศาสตร์ รองสว.(สอบสวน) สน.ตลิ่งชัน รับแจ้งความจากหญิงสาว อายุ 19 ปี บุตรสาวเซียนพระชื่อดัง ว่าถูกชายชื่อท็อป ซึ่งรู้จักกันผ่านทางเฟซบุ๊ก พูดคุยผ่านทางโปรแกรมเมสเซ็นเจอร์ ล่อลวงพาไปกักขัง ข่มขืนใจ และยังใช้กำลังบังคับตบตีชิงทรัพย์ บังคับให้ไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็มให้ ก่อนพาตัวมาปล่อยทิ้ง

หญิงสาวเจ้าทุกข์ให้การว่า เมื่อวันที่ 5 ต.ค. คนร้ายแช็ตชักชวนไปเที่ยว ก่อนขับรถไปรับพาไปเที่ยวผับย่านตลิ่งชัน กระทั่งเวลา 00.30 น. ของวันที่ 6 ต.ค. ถูกคนร้ายลวงไปที่บ้านหลังหนึ่งภายในหมู่บ้านมหาดไทย 2 แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. เป็นบ้าน 2 ชั้น

ผ่าคดีตร.ล่าจับหนุ่มหื่น

นำตัวฝากขัง

ก่อนให้เข้าไปในบ้านแล้วล็อกกุญแจประตูขังไว้ กระทั่งเวลาประมาณ 02.00 น. ผู้ต้องหา ย้อนกลับมาที่บ้านหลังดังกล่าว จากนั้นพาไปขืนใจภายในห้องนอน ซ้ำยังใช้กำลังบังคับตบตี ชิงกระเป๋าสะพาย โทรศัพท์มือถือ และแหวนไป

กระทั่ง 16.30 น. วันเดียวกัน คนร้ายจึงได้พาไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม บริเวณห้างโลตัสเอ็กซ์เพรส สาขาอุดมทรัพย์ แขวงบางแวก เขตภาษีเจริญ กทม. ได้เงินไป 500 บาท จังหวะนั่นได้ร้องขอความช่วยเหลือจากแม่ค้าที่อยู่แถวนั้น คนร้ายจึงปล่อยทิ้งไว้ก่อนขับรถหลบหนีไป

หลังรับแจ้งความ ร.ต.ท.(หญิง)ณัฏฐณิชา ประสานชุดสืบสวน ติดตามแกะรอยจนทราบว่าคนร้ายหื่นรายนี้ คือนายศาสฑฎา บัวทอง หรือ ‘ท็อป’ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 467 ซอยบางระมาด 11 แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. จึงรวบรวมหลักฐานยื่นต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน กระทั่งอนุมัติหมายจับ เมื่อวันที่ 12 ต.ค.

ผ่าคดีตร.ล่าจับหนุ่มหื่น

ถูกสอบเค้นหลังจนมุม

จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ไม่พบว่าผู้ต้องหาเคยต้องคดี แต่พบว่าเคยเปลี่ยนชื่อมาแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนหน้านี้ใช้ชื่อว่านาย ภคพงษ์ โดยเมื่อปี 2552 เคยทำงานที่บริษัทเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ก่อนลาออกไปเป็นลูกจ้างที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง แล้วลาออกในปี 2554

สำหรับตัวนายศาสฑฎา ถือว่าเป็นบุคคลอันตราย เคยมีประวัติยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และไม่ได้ประกอบอาชีพใดๆ จนเป็นที่ เอือมระอากับทางบ้าน และก่อนหน้านี้ระหว่างที่นายศาสฑฎา อาศัยอยู่บ้านกับพ่อและแม่ที่บ้านพักย่านบางระมาด ฝั่งธนบุรี มีนิสัยชอบเมาสุราและทำร้ายทุบตี และด่าทอพ่อแม่ จนทั้ง 2 คนต้องหนีออกจากบ้านไป

ขณะเดียวกันก็ยังใช้เวลาเล่นเฟซบุ๊กหลอกคุยกับสาวหน้าตาดี บางครั้งเจอหญิงสาวก็จะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และมีหญิงสาวโดนหลอกมาแล้วหลายราย บางคนไม่กล้าเข้ามาแจ้งความ กระทั่งมาเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น

ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. ระบุว่าคดีนี้มีความคืบหน้าไปมาก ฝ่ายสืบสวนสน.ตลิ่งชัน ลงพื้นที่ติดตามผู้ต้องหาตามจุดต่างๆ ที่คาดว่าผู้ต้องหาหลบหนีกบดานอยู่ จากการสืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหามีฐานะปานกลาง แม่เป็นครู พ่อเป็นอดีตตำรวจ ผู้ต้องหามีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และชอบแอบอ้างเป็น เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยจะสร้างรูปโปรไฟล์ในเฟซบุ๊กให้ดูหน้าเชื่อถือ เพื่อไว้หลอกลวงผู้อื่น

ล่าสุดเมื่อเย็นวันที่ 16 ต.ค. หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.7 และฝ่ายสืบสวน สน.ตลิ่งชัน สามารถตรวจสอบกล้องวงจรปิด ที่ธนาคารย่านบางแวก ขณะที่นายศาสฑฎานำบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายไปกดเงิน และตามเส้นทาง

ผ่าคดีตร.ล่าจับหนุ่มหื่น

คุมตัวส่งสน.ตลิ่งชัน

ในที่สุดก็พบรถเก๋งฮอนด้าซิตี้ สีเทา ของนายศาสฑฎา ที่บ้านญาติคนหนึ่งใน จ.เพชรบุรี แต่ไม่พบตัว ชุดสืบสวนจึงประสาน สืบสวนบก.ภ.จว.เพชรบุรี ร่วมติดตามแกะรอย จนสามารถติดตามจับกุมตัวได้ ขณะหลบหนีอยู่ในพื้นที่ อ.แก่งกระจาน จากนั้นนำตัวส่งสน.ตลิ่งชัน เพื่อดำเนินคดี

ภายหลังถูกจับ นายศาสฑฎาได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ในชั้นพนักงานสอบสวน และจะขอไปให้การในชั้นศาลเท่านั้น ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะควบคุมตัวส่งฝากขังต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน พร้อมคัดค้านการประกันตัว

ต่อมามารดาของผู้ต้องหา (ขอสงวนชื่อนามสกุล) ยืนยันความบริสุทธิ์ของลูกชาย พร้อมยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 3 แสนบาทเพื่อขอประกันตัว แต่ศาลไม่อนุมัติ จึงถูกคุมตัวส่งไปควบคุมที่เรือนจำธนบุรี ขณะที่ญาติคนหนึ่งเปิดเผยว่า นายศาสฑฎาและผู้เสียหายได้พูดคุยกันเพียง 1 วันเท่านั้น โดยนายศาสฑฎาไม่ได้ข่มขืน แต่เป็นการสมยอมกันของทั้งสองฝ่าย

ก็ถือเป็นข้ออ้างคลาสสิคที่ว่า ผมเปล่าข่มขืน เหยื่อสมยอมเอง แต่จะรอดหรือไม่ ก็อยู่ที่การรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นสำคัญ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน