ผ่าคดีฉาวสีกากีนครพนม บุกจับ‘ผู้กองอ้วน’ค้ายาบ้า หาเงินทิ้งทวนก่อนเกษียณ
คอลัมน์ สดจากสนามข่าว
‘ผู้กองอ้วน’ค้ายาบ้า – ท่ามกลางแสงสว่าง ย่อมมีเงามืด ในทุกสังคมย่อมมีทั้งคนดีและ คนเลว ไม่เว้นแม้แต่แวดวงสีกากี ก็ยังมีพวกนอกแถวที่หาช่องทางทำผิดกฎหมายเสียเอง
ถึงจะเป็นส่วนน้อยที่เทียบไม่ได้กับตำรวจจำนวนมากมายที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานด้วยความมุ่งมั่นด้วยจิตของ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
ล่าสุดก็เกิดเหตุตำรวจนอกแถวสร้าง ‘ชื่อเสีย’ ให้กับองค์กรที่เป็นต้นทางของขบวนการยุติธรรมอีกจนได้
เมื่อตำรวจ กก.สส.บก.ภ.จว.นครพนม สนธิกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่ กอ.รมน., ทพ.ที่ 2102,ทหารเรือ นรข., ทหาร มทบ.210 และชุด สุนัขทหาร กกล.สุรศักดิ์มนตรี บุกจับร.ต.อ.ชัยณรงค์ อ่อยภูธร วัย 59 ปี รองสารวัตรสืบสวน บก.ภ.จว.นครพนม คาบ้านพักเลขที่ 51 ซอยแฟรงค์ อุทิศ ชุมชนบ้านน้อยหนองเค็ม ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม

ตร.-ทหารบุกจับ
พร้อมของกลางเป็นยาบ้า 6,000 เม็ด อาวุธปืนและเครื่องกระสุนจำนวนมาก เมื่อวันที่ 6 พ.ค.
การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจลักลอบค้ายาเสพติดมานานหลายปี จึงติดตามเฝ้าดูพฤติกรรมนานร่วม 2 สัปดาห์ แล้ววางแผนส่งสายลับเข้าไปล่อซื้อยาบ้าจากร.ต.อ.ชัยณรงค์ จำนวน 4,000 เม็ด ในราคา 140,000 บาท ที่บ้านพักหลังดังกล่าว

ผู้กองอ้วน-ร.ต.อ.ชัยณรงค์ อ่อยภูธร
โดยเจ้าหน้าที่ต่อรองนำเงิน 50,000 บาทไปให้ร.ต.อ.ชัยณรงค์ก่อน ส่วนที่เหลือบอกว่าจะนำมาให้เมื่อได้รับยาเสพติดแล้ว พร้อมถ่ายเอกสารเงินที่เข้าล่อซื้อไว้
เมื่อร.ต.อ.ชัยณรงค์ หลงกลนำยาบ้าส่งมอบให้กับสายลับ กำลังเจ้าหน้าที่ที่ดักซุ่มรอบบริเวณบ้านพักจึงกรูเข้าจับกุม พบของกลางเงินจำนวนดังกล่าวยังซุกอยู่ในหว่างขาของร.ต.อ.ชัยณรงค์ ซึ่งเจ้าตัวก็ถึงกับหน้าซีดเผือด เมื่อรู้ว่าชีวิตอิสระได้จบลงแล้ว
เจ้าหน้าที่ตรวจค้นบ้านพักพบยาบ้าอีก 2,000 เม็ด ซุกซ่อนในกล่องกระดาษ และภายในยังมีกัญชาแห้งอัดแท่งน้ำหนัก 9.5 กิโลกรัม พบว่าห่อกัญชามีตัวเลขระบุ หน้าห่อ คาดว่าเป็นกัญชาของกลางที่ตำรวจเคยตรวจยึดได้ ในจำนวนนี้พบว่ามีกัญชาเกรดเอ พรีเมียม โกลด์อยู่ด้วย 3.5 ก.ก.
นอกจากนี้ยังพบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์จำนวน 4 กระบอก ปืนเซกาเซ่ 1 กระบอก กระสุนปืน M 60 ขนาด 7.62 จำนวน 41 นัด โทรศัพท์มือถือ จำนวน 1 เครื่อง จากนั้นจึงนำตัวมาสอบสวนที่ กอ.รมน.สวนชมโขง

บ้านผู้กองอ้วน
วันต่อมา พ.ต.ท.ไพโรจน์ ลอดคูบอน รอง ผกก.(สืบสวน) บก.ภ.จว.นครพนม ยังนำเจ้าหน้าที่แผนกสรรพาวุธ มทบ.210 จำนวน 2 นาย มาตรวจสอบอาวุธปืนเซกาเซ่ และกระสุนปืนกลที่ตรวจยึดได้ที่บ้านผู้กองอ้วน พบว่าปืนเซกาเซ่มีแหล่งผลิตอยู่ในโซเวียต ซึ่งผู้ต้องหาอ้างว่าขุดเจอในพื้นที่ อ.นาแก จ.นครพนม สมัยผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ต่อสู้กัน จึงนำมาเก็บสะสมไว้
ส่วนปืนกลชนิดสายพาน ตรวจสอบพบว่าผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงสงครามเวียดนาม นิยมใช้กับอาวุธ ปืนกลเบา เอ็ม-60 หรืออาวุธปืนอาก้า มีอานุภาพรุนแรง สามารถยิงทะลุต้นไม้ได้
สาเหตุที่ทหาร มทบ.210 มาตรวจสอบครั้งนี้ เนื่องจากก่อนจะมาเป็นตำรวจ เมื่อปี 2524 ผู้กองอ้วนเคยเป็นทหารเกณฑ์มาก่อน จึงต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่ามีการเล็ดลอดมาจากหน่วยงานไหน และนำออกมาจากคลังอาวุธได้อย่างไร
สมัยผู้กองอ้วนเข้ารับราชการครั้งแรกติดยศจ.ส.ต. เคยติดตามรับใช้นักการเมืองระดับรัฐมนตรีคนหนึ่ง อีกทั้งยังเคยคุมสถานอาบอบนวดชื่อดังย่านถนนธำรงค์ประสิทธิ์ ในตัวเมืองนครพนมช่วงยุคนั้น หลังครองยศ ด.ต.จึงมาเปิดบ่อนไก่และบ่อนปลากัดที่บ้านพักในซอยตันด้านหลังโรงเรียนแห่งหนึ่งนานกว่า 5 ปี
กระทั่งปี 2553 จึงติดยศร.ต.ต.ช่วงเลื่อนไหล ก่อนได้ติดยศร.ต.ท. สังกัดชุดสืบสวนบก.ภ.จว.นครพนม หลังติดยศร.ต.อ.ได้ 2-3 ปี มีผลงานจับกุมคดียาเสพติด นำคนร้ายส่งเข้าเรือนจำจำนวนมาก ต่อมาถูกย้ายมาช่วยราชการที่ตม.ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 3 นาน 2 ปี
นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ยังพบเบาะแสว่า ผู้กองอ้วนมีกิ๊กเป็นสาวอยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน มักจะนัดไปมาหาสู่กันในพื้นที่อ.ธาตุพนม จึงสันนิษฐานว่ายาบ้าที่ตรวจจับได้น่าจะข้ามมาจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยกิ๊กสาวส่งขึ้นฝั่งแถว อ.ธาตุพนม ก่อนที่จะให้วัยรุ่นเป็นคนเดินยานำมาวางไว้ตรงจุดนัดพบ

ภาพถ่ายคู่กับนางหล้า กิ๊กสาวชาวลาว
สำหรับกิ๊กสาวของผู้กองอ้วน มีชื่อเล่นว่า นางหล้า วัย 25 ปี เป็นชาวลาว รู้จักกับผู้กองอ้วนมาหลายปี ถึงขั้นอยู่กินฉันสามีภรรยาระยะหนึ่ง แต่ต่อมาถูกจับข้อหาเกี่ยวข้องยาเสพติดที่ต่างจังหวัด ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำหลายปี เมื่อพ้นโทษก็หวนกลับมาหาผู้กองอ้วนอีกครั้ง จึงร่วมกันค้ายาเสพติดหวังกอบโกยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจบอาชีพอันทรงเกียรติ
แต่สุดท้ายก็ไม่รอดต้องเข้าไปใช้ชีวิต หลังวัยเกษียณอยู่หลังกำแพงคุก