Khaosod
Online

วันอาทิตย์ ที่ 25 ต.ค. 2563

เปิดผลสอบ‘วชามหาคุณ’ ซัดขบวนการล้มคดีบอส ทนายดังสงสัยสั่งรื้อใหม่ ก้าวล่วงหลักการยุติธรรม : แฟ้มคดี

6 ก.ย. 2563 - 00:00 น.

เปิดผลสอบ‘วชามหาคุณ’

ซัดขบวนการล้มคดีบอส

ทนายดังสงสัยสั่งรื้อใหม่

ก้าวล่วงหลักการยุติธรรม : แฟ้มคดี

เปิดผลสอบ‘วชามหาคุณ’ ซัดขบวนการล้มคดีบอส ทนายดังสงสัยสั่งรื้อใหม่ ก้าวล่วงหลักการยุติธรรม : แฟ้มคดี - ยังคงเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง สำหรับกรณีที่ บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทบริษัทเครื่องดื่มหมื่นล้าน ขับเฟอร์รารี่หรูชนตร.สน.ทองหล่อ เสียชีวิตเมื่อปี 2555

ซึ่งหลังจากอัยการสูงสุดสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ตร.ไม่คัดค้านจนคดีสิ้นสุดลง ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ในเรื่องกระบวนการยุติธรรม ทั้งการทำสำนวนสอบสวนและการใช้ดุลพินิจสั่งคดี

ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวต้องออกมาตั้งกรรมการสอบกันอย่างชุลมุน

ล่าสุดก็คือกรรมการชุดนายวิชา มหาคุณ ที่นายกฯตั้งขึ้น สรุปผลสอบ ย้ำชัดมีการกระทำเป็นขบวนการ หวังผลล้มคดีบอส พร้อมเสนอสอบวินัย-อาญา กับบุคคล 8 กลุ่ม

นายวิชาแถลง

พร้อมดำเนินคดีเหตุรถชนใหม่ทั้งหมด

ขณะที่ทนายคนดังก็ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการรื้อคดีที่อัยการสั่งเป็นเด็ดขาดไปแล้วนั้นทำได้จริงหรือไม่

และถือเป็นการแทรกแซงอำนาจของอัยการหรือไม่

เป็นเรื่องที่ต้องหาคำตอบกันต่อไป

‘วิชา’แถลงผลสอบคดีบอส

หลังจากที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญากรณีนายวรยุทธ ที่มีนายวิชา มหาคุณ อดีตป.ป.ช. เป็นประธานสรุปผลเสนอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหมเรียบร้อย

ช่วงสายวันที่ 1 ก.ย. นายวิชาก็แถลงผลสอบที่ทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่น่าอับอายสำหรับบุคคลและองค์กรที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม แม้แต่คนไทยเองก็ตามที่ต้องรู้เรื่องจากฝรั่งว่าคดีดังกล่าวถูกสั่งไม่ฟ้อง

เมื่อสอบสวนก็เห็นพฤติกรรมที่เริ่มตั้งแต่ทำสำนวนบกพร่อง ตั้งข้อหาด.ต.วิเชียร ที่ถูกนายวรยุทธขับรถชนจนเสียชีวิต ถือว่าไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะไม่มีสิทธิ์ต่อสู้คดี แม้ว่าเขาจะได้รับเงินเยียวยา แต่ก็ทำให้รูปคดี เสียหายอย่างหนัก

หากตำรวจตั้งรูปคดีแบบนี้ แสดงว่าไม่ได้จริงจังหรือจริงใจในการทำสำนวน ไม่ได้ทำอย่างมืออาชีพ บางข้อกล่าวหาไม่ได้ใส่ไว้ในสำนวน ไม่ได้จริงจัง และก็สั่งไม่ฟ้อง เช่นเรื่องเมาแล้วขับ

แถมยังใช้ระยะเวลายาวนานกว่า 6 เดือน และไม่นำตัวมาส่งฟ้องศาล ตามที่อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องตั้งแต่แรก

โดยคดีนี้มีการร้องขอความเป็นธรรม 14 ครั้ง โดยไม่ประสบความสำเร็จ 13 ครั้ง ส่วนการร้องขอความเป็นธรรมครั้งที่ 14 รองอัยการสูงสุดที่รับผิดชอบเรื่องนี้กลับหยิบยกพยานหลักฐานที่ถูกปฏิเสธไปแล้วมาถือว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่มั่นคง

กมธ.สอบอัยการ

นอกจากนี้ยังพบว่ามีการลงวันที่สอบสวนผิดจากความเป็นจริง โดยได้ความจากพ.ต.อ.ธนสิทธิ แตงจั่น และนายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม อาจารย์มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่เดิมบอกว่าวันสอบปากคำคือวันที่ 26 ก.พ.2559 และ 2 มี.ค.2559

แต่วันที่มีการสอบปากคำจริงๆ คือ วันที่ 29 ก.พ.2559 เพื่อกันบุคคลบางคนออกจากเรื่องนี้ แต่เรามีหลักฐานยืนยันชัดเจน และเสนอให้ทั้งสองคนก็เข้าอยู่กระบวนการคุ้มครองพยานในทันที

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความเร็วรถ ที่มีการกดดันหรือใช้อิทธิพลบังคับให้ตำรวจเปลี่ยนความเห็นเรื่องความเร็วรถของผู้ต้องหาในขณะที่ชนผู้ตาย จาก 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้สอดคล้องกับความเห็นของนักวิชาการ

ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะขอยกเลิกคำให้การ เพราะพบข้อผิดพลาดจากการคำนวณความเร็วกลับถูกอ้างว่าส่งสำนวนคดีให้อัยการพิจารณาแล้ว จึงพบว่าเป็นการร่วมมือกันอย่างเป็นระบบของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทนายความ พยาน และบุคคลทั่วไป

จึงเสนอให้ 1.ต้องเริ่มกระบวนการสอบสวนใหม่ให้ถูกต้องในข้อหาที่ยังไม่ขาดอายุความ โดยเฉพาะข้อหายาเสพติดให้โทษ ข้อหาขับขี่รถชนในขณะเมาสุราและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

2.ต้องมีการดำเนินการทางวินัยและทางอาญาต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลอื่นที่ร่วมขบวนการ ซึ่งมีทั้งหมด 8 กลุ่ม ดังนี้ 1.พนักงานสอบสวนซึ่งเกี่ยวข้องกับสำนวน 2.พนักงานอัยการซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 3.ผู้บังคับบัญชาซึ่งแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่

4.สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ 5.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ 6.ทนายความซึ่งกระทำผิดกฎหมาย 7.พยานซึ่งให้การเป็นเท็จ 8.ตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุนในการ กระทำผิดกฎหมายดังกล่าว

เป็นข้อสรุปจากกรรมการสอบข้อเท็จจริง

ตร.แจงสั่งสอบวินัย‘เพิ่มพูน’

ในส่วนของตำรวจ พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผช.ผบ.ตร. ระบุว่า ยอมรับผลการตรวจสอบของกรรมการชุดนายวิชา ซึ่งผลการดำเนินการของตำรวจก็สอดคล้องกับความเห็นของนายวิชา เช่นการตั้งสำนวนการสอบสวนใหม่จนมีการออกหมายจับ และส่งสำนวนคดีให้อัยการรับไปพิจารณา การเอาผิดทางวินัยกับตำรวจ 21 นาย ที่เสนอรายชื่อให้ จเรตำรวจพิจารณาโทษไปแล้ว และในจำนวนนี้มีรายชื่อของ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผช.ผบ.ตร. รวมอยู่ด้วย

ซึ่งในการพิจารณาความผิดทางวินัยจะพัวพันไปถึงความผิดอาญา เช่น ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เช่นเดียวกับที่เคยพิจารณาโทษพนักงานสอบสวนชุดแรก 11 นาย ซึ่งได้ตั้งเรื่องเสนอให้ ป.ป.ช. พิจารณาเอาผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว

ยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องรอให้ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. สั่งเอาผิด หากพบว่าตำรวจรายใด เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ก็จะเสนอให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกคำสั่งให้ช่วยราชการไว้ก่อน และยังระบุว่า การพิจารณาความผิดใคร ไม่สามารถดำเนินการตามใจกระแสสังคมได้ แต่ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่ช่วยเหลือหรือปกป้องตำรวจที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

ส่วนที่มีข้อมูลว่ามี อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แก้ไขข้อมูลเรื่องเวลาการเดินทาง และข้อเท็จจริงเรื่องที่อยู่ในขณะนั้น ในรายงานของนายวิชา ไม่ได้ระบุชื่อชัดเจน ว่าตำรวจระดับสูงเป็นใคร ก็ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดโดยชุดคณะกรรมการสอบสวนวินัย สุดท้ายแล้วจเรตำรวจต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักเองว่า จะเชื่อคำให้การดังกล่าว หรือเชื่อพยานหลักฐานของอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้การตามตัวนายวรยุทธ กลับมาดำเนินคดีในไทย ต้องรอให้อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องก่อน จึงจะดำเนินการตามขั้นตอนขอหมายแดงจากองค์กรตำรวจสากล เพื่อประกาศหาตัวตามถิ่นที่อยู่ใน 150 ประเทศ เพื่อให้ส่งข้อมูลกลับมาให้ไทย ประสานขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

ที่ผ่านมาตำรวจยังคงติดตามความเคลื่อนไหวของนายวรยุทธอยู่ตลอด เพียงแต่ไม่สามารถเปิดเผยประเทศปลายทางได้ว่าขณะนี้อาศัยอยู่ที่ใด และชี้ชัดไม่ได้ว่าปัจจุบัน นายวรยุทธ ถือหนังสือเดินทางของชาติใดอยู่

ส่วนเรื่องการแจ้งข้อหานั้น ต้องขึ้นอยู่กับผลสอบสวนพยานหลักฐาน ส่วนที่จำเป็นต้องแจ้งข้อหา ด.ต.วิเชียร เป็นไปตามหลักการดำเนินคดีตามกระบวนการของพนักงานสอบสวน ซึ่งคู่กรณีในความผิดกฎหมายจราจร จะต้องถูกตั้งข้อหาทั้งสองฝ่าย

เป็นคำชี้แจงจากฝ่ายตำรวจ

ทนายดังข้องใจเหตุรื้อคดี

อย่างไรก็ตามยังมีคำถามจากอีกฝ่ายที่สงสัยในเนื้อหาของคดี เนื่องจากในสำนวนระบุว่าจากภาพวงจรปิดพบว่ารถจักรยานยนต์ขับขี่มาในช่องซ้ายสุด รถกระบะของนายจารุชาติ มาดทอง ขับมาในช่องทางที่ 2 ขณะที่เฟอร์รารี่ ขับมาในช่องทางที่ 3 ด้านขวาสุด และจุดที่รถชนอยู่ในเลนที่ 3 ก่อนถึงจุดกลับรถปากซอยสุขุมวิท 49

ขณะที่สภาพเสียหายของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ มีการระบุไว้ในสำนวนว่าเป็นความเสียหายในระดับต่ำ ที่ขับมาด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ข้อมูลใน ส่วนนี้กลับไม่ปรากฏในรายงานสอบสวนข้อเท็จจริงของ คณะใดๆ เลย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องความเร็วรถ ที่พ.ต.อ.ธนสิทธิ และดร.สายประสิทธิ์ ระบุว่าการตรวจสอบความเร็วรถเป็นการตรวจสอบผ่านจากวงจรปิดที่อยู่ก่อนจุดที่สันนิษฐานว่าเกิดการชน 80-100 เมตร ไม่ใช่ความเร็วของรถขณะชน

ที่ผ่านมาครอบครัวบอส ขอขมาผู้เสียชีวิต และร่วมงานศพทุกคืน รับผิดชอบค่าใช้จ่ายจัดงานศพ พร้อมมอบเงินเยียวยาช่วยเหลือ โดยไม่รอผลคดีสิ้นสุด

เรื่องเหล่านี้กลับไม่ถูกนำมาพิจารณา และเสนอต่อสังคมมากเท่าที่ควร พร้อมกับประเด็นข้อสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้กลายเป็นกระแสที่ถูกจุดขึ้นมาในช่วงที่การเมืองร้อนแรง

โดยนายสุกิจ พูนศรีเกษม ทนายความคนดัง ตั้งคำถามว่า นายกรัฐมนตรี จะดำเนินการอย่างไร ในเมื่อสำนักงานอัยการเป็นอิสระ และในส่วนของสนช. ที่นายกฯไม่ได้ระบุถึง จะดำเนินการอย่างไร

ส่วนการรื้อคดีใหม่นั้นตามที่นายวิชาเสนอ ตามนัย คำพิพากษาศาลฎีกาที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6446/2547 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9334/2538 เป็นกรณีการไม่ตัดสิทธิทายาทฟ้องคดี แต่เมื่อทายาทพอใจกับการชดใช้และไม่รื้อคดี จะใช้ช่องทางใดมาดำเนินคดี

ทั้งนี้หากก้าวล่วงดุลพินิจที่กฎหมายกำหนดให้เป็นเด็ดขาดเช่นนี้ ต่อไปหากศาลฎีกาพิพากษา สวนทางกับกระแสสังคม จะต้องมีการตั้งต้นคดีใหม่หรือไม่

เป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบให้กระบวนการยุติธรรมไทย

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ เปิดผลสอบ‘วชามหาคุณ’ ซัดขบวนการล้มคดีบอส ทนายดังสงสัยสั่งรื้อใหม่ ก้าวล่วงหลักการยุติธรรม : แฟ้มคดี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง