แฟ้มคดี : ปิดคดีฆ่านั่งยางอิตาลี เซ่นพิศวาสรักสามเส้า จับ‘เมียไทย-ชู้ฝรั่งเศส’ สลด-จูบลาก่อนเข้าคุก

ถือเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง

สำหรับกรณีฆ่าหั่นศพเผานั่งยาง ชายชาวอิตาลี ซุกในป่าละเมาะ ที่ อ.บึงนาราง จ.พิจิตร

เพราะนอกจากผู้ตายจะเป็นชาวต่างชาติ ที่เผชิญกับการสังหารโหด และความพยายามที่จะซ่อนเร้นอำพรางศพอย่างมืออาชีพ

ยิ่งสืบค้นเจาะลึกลงไป แล้วบีบกลุ่มผู้ต้องสงสัยให้แคบลงก็ต้องตะลึง

เมื่อพบว่าคนร้ายที่ลงมือในครั้งนี้ก็คือภรรยาชาวไทยของผู้ตาย ที่ร่วมมือกับชู้รักชาวฝรั่งเศสอีกคน

ก่อนจะขับรถหนีไปด้วยกันทั้งคู่

จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เบาะแสว่าหลบอยู่ในป่าที่ จ.กำแพงเพชร ติดรอยต่อ จ.ตาก

พร้อมกระจายกำลังปูพรมตามล่าตัว ในที่สุดก็หนีไปไม่รอด ไปจับกุมตัวหญิงสาวได้ขณะปีนต้นลำไยหลบหนีเจ้าหน้าที่

สุดท้ายเมื่อนำมาสอบสวนก็รู้ข้อเท็จจริง ว่าปมสังหารเกิดจากความพยายามที่จะตีจากจากสามีชาวอิตาลี

เพื่อไปอยู่กินกับสามีใหม่ชาวฝรั่งเศส แต่เจรจากันไม่ลงตัว

นำมาซึ่งการสังหารโหด ด้วยเงื่อนปมพิศวาสฆาตกรรม

 

ฆ่าหั่นศพนั่งยางหนุ่มอิตาลี

 

เหตุสยองครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ม.ค. โดย พ.ต.ท.ยงยุทธ์ ทองใบ รองผกก.(สอบสวน) สภ.บึงนาราง จ.พิจิตร รับแจ้งพบศพคนถูกเผานั่งยาง บริเวณป่าละเมาะข้างอ่างเก็บน้ำบ้านบึงทับจั่น ตรงข้ามอบต.แหลมรัง หมู่ 3 ต.แหลมรัง อ.บึงนาราง จ.พิจิตร

ตรวจที่เกิดเหตุพบซากศพชายร่างใหญ่ ถูกหั่นแยกเป็น 2 ส่วน แล้วนำมาเผานั่งยางจนศพไหม้เกรียมทั้งร่าง แต่ยังเหลือแขนและขา ที่มีรอยสักปรากฏอยู่ ที่เกิดเหตุพบเงินตราต่างประเทศตกอยู่หลายเหรียญ

นอกจากนี้ยังพบซิปกระเป๋าขนาดใหญ่ คาดเป็นซิปกระเป๋า เดินทาง ซึ่งคาดว่าคนร้ายน่าจะสังหารเหยื่อจากที่อื่น ก่อนแยก ชิ้นส่วนใส่กระเป๋าเดินทาง แล้วนำมาเผานั่งยางเพื่อทำลายหลักฐานที่จุดดังกล่าว

โดยพยานผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 18 ม.ค. พบเห็นกองไฟลุกโชนขึ้นที่บริเวณดังกล่าว จึงเดินไปตรวจสอบช่วงใกล้เช้า ก็พบไฟไหม้ยางรถยนต์ เมื่อเขี่ยกองไฟดูก็พบร่างมนุษย์ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ

ซึ่งจากการตรวจสอบโดยละเอียดยังพบอุปกรณ์เสพยาไอซ์ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ และร่องรอยการต่อสู้อยู่ห่างออกไปจากจุดเผา ประมาณ 10 กิโลเมตร จึงส่งชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ไปตรวจพิสูจน์และเก็บดีเอ็นเอที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก

เบื้องต้นพบว่าคนร้ายผ่าท้องผู้ตายเพื่อให้ไฟไหม้ให้หมด จึง น่าเป็นคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าว และเป็นมืออาชีพพอสมควร

ควานหาอยู่ไม่นานก็ได้ข้อมูลว่าผู้ตายน่าจะเป็น นายจูเซปเป้ เดอ สเตฟานี่ ชาวอิตาลี วัย 62 ปี ที่มาพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 314/2 หมู่ 12 ต.แหลมรัง อ.บึงนาราง กับ นางรุธจิรา เอี่ยมละม้าย ภรรยาชาวไทยวัย 37 ปี

จึงเข้าไปตรวจสอบที่บ้านดังกล่าวพบเพียงแม่และน้องชายนางรุธจิรา ซึ่งบอกว่านางรุธจิราเดินทางเข้า กทม. พร้อมแฟนหนุ่มชาวต่างชาติอีกคนหนึ่ง คือนายอาโมรี ริโก ชาวฝรั่งเศส

แต่เมื่อตรวจสอบรอบๆ บ้าน พบข้าวของเครื่องใช้และทรัพย์สินบางส่วนซุกซ่อนอยู่บนฝ้าเพดาน ข้างบ้านมีกองขี้เถ้าที่ถูกเผา มีร่องรอยคล้ายคราบเลือด เศษเส้นผม

ส่วนนายจูเซปเป้ยังหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ขณะที่นายลูก้า ลูกชายของนายจูเซปเป้ ที่เดินทางมาดูศพ ก็ยืนยันจากรอยสักว่าเป็นพ่อของตัวเองอย่างแน่นอน

ตร.มุ่งที่เมียคนไทย และสามีอีกคนชาวฝรั่งเศส

ปฏิบัติการตามล่าตัวจึงเกิดขึ้น!!?

 

บุกรวบคาสวนลำไย

อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่จะกำหนดตัวผู้ต้องสงสัย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เคยมาตรวจสอบบ้านดังกล่าวแล้ว เนื่องจากก่อนที่จะ ระบุว่าผู้ตายเป็นใคร เจ้าหน้าที่มั่นใจว่าน่าจะเป็นชาวต่างชาติ จึงส่งชุดสืบสวนออกหาข่าวว่าใครในพื้นที่ใกล้เคียงมีสามีเป็นชาวต่างชาติบ้าง

จนได้ข้อมูลว่านางรุธจิรามีสามีเป็นชาวต่างชาติ จึงเข้าตรวจสอบที่บ้านหลังดังกล่าว ซึ่งก็พบนางรุธจิรากับสามีชาวต่างชาติ มี จุดเด่นคือรอยบากที่ใบหน้า กำลังช่วยกันล้างรถอยู่ จึงไม่ได้เอะใจอะไร

ต่อมาภายหลังเมื่อกลับไปตรวจสอบอีกครั้งก็ไม่พบแล้ว

ทั้งนี้ มีรายงานว่านางรุธจิรามักมีปากเสียงกับนายจูเซปเป้อยู่บ่อยครั้ง และ ทั้งคู่หลบหนีไปโดยขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อ โตโยต้า รุ่นยาริส สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน กค 1374 สมุทรสงคราม

ต่อมาวันที่ 28 ม.ค. เจ้าหน้าที่ก็ได้เบาะแสจากชาวบ้านในพื้นที่ อ.โกสัมพีนคร จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นเขตต่อเนื่องกับ อ.วังเจ้า จ.ตาก ระบุว่า พบเห็นชายหญิงที่ปรากฏในข่าว ออกมาซื้ออาหาร และของดำรงชีพในป่า ประกอบด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง เครื่องใช้จำเป็นประจำวัน และอุปกรณ์ดักสัตว์ โดยใช้พาหนะเป็นเก๋งยาริส สีดำ หลังจากซื้อเสร็จก็ขึ้นไปบน เขาวังเจ้า

จึงสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนภูธรภาค 6 ชุดสืบสวน จ.พิจิตร และชุดสืบสวนสภ.บึงนาราง เข้าพื้นที่ตรวจค้น แล้วก็พบกระป๋องสเปรย์สีดำใช้แล้วจำนวนมาก ถูกทิ้งอยู่ คาดคนร้ายซื้อ สีสเปรย์มาพ่นทับสีรถเดิม

ในที่สุดก็พบรถจอดทิ้งไว้ภายในสวนลำไย อ.โกสัมพีนคร จึงคาดว่าคงไปได้ไม่ไกลจากจุดที่ทิ้งรถ พร้อมกำชับให้ระมัดระวัง เพราะนายอาโมรี ชาวฝรั่งเศส เคยอยู่หน่วย สไนเปอร์ที่ฝรั่งเศสนาน 5 ปี

เมื่อเจ้าหน้าที่แกะรอยต่อไปก็พบแหล่งกบดานของทั้งคู่ ที่แอบซ่อนในสวนลำไยชาวบ้านข้างคลองวังเจ้า บ้านใหม่ชัยมงคล ต. เชียงทอง อ.วังเจ้า จ.ตาก ที่อยู่ตรงข้ามบ้านชายน้ำ อ.โกสัมพีนคร ที่พบรถจอดอยู่

ใกล้กันพบเต็นท์พักแรม อุปกรณ์เครื่องสนาม อาหาร เครื่องยังชีพ และลูกสุนัขพันธุ์ไทยมัดติดไว้ใกล้เต็นท์ แต่ไม่พบ ผู้ต้องหาทั้งสอง

และแล้วก็พบนายอาโมรีซ่อนอยู่ในพงหญ้า ขณะที่นางรุธจิรา หลบหนีต่อได้อีก 1 คืน จนกระทั่งตำรวจพบซ่อนตัวอยู่บนต้นลำไย พร้อมถุงใส่อาหารประทังชีพ

ไม่รอดเงื้อมมือตำรวจ

 

เผยปมฆ่า-รักสามเส้า

หลังจากได้ตัวแล้วนำเข้าสู่กระบวนการสอบสวน เบื้องต้นนายอาโมรี ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนลงมือฆ่านายจูเซปเป้ แค่ช่วยพาหนี และดูแลในฐานะบอดี้การ์ด เพราะเป็นห่วง

อย่างไรก็ตามหลังสอบเค้นตลอดคืน ทั้งคู่ก็เปิดปากรับสารภาพ โดยคนลงมือก็คือนายอาโมรีนั่นเอง และยังเป็นคนช่วยเหลือในการซ่อนเร้นอำพรางศพ โดยนำยางรถยนต์มาจากบ้านเช่าของนายอาโมรี มาเผาศพ

โดยนางรุธจิราระบุว่า คบหากับนายจูเซปเป้มาระยะหนึ่ง โดยนายจูเซปเป้อยากมีลูก ซึ่งภายหลังตนก็ตั้งครรภ์ นายจูเซปเป้ก็ดีใจ แต่นายลูก้า ลูกชายที่อยู่ภาคเหนือไม่พอใจ ทำให้เกิดปากเสียงกันอย่างรุนแรง กระทั่งฝ่ายชายบอกเลิกแล้วกลับไปอิตาลี จนกระทั่งตนต้องไปทำแท้ง

ต่อมาจึงได้คบหากับนายอาโมรี แต่อยู่ๆ นายจูเซปเป้ ก็ติดต่อขอคืนดีพร้อมส่งเงินมาให้ใช้ ซึ่งตนไม่ได้บอกว่ามีสามีใหม่แล้วจนกระทั่งนายจูเซปเป้บินกลับมาเมืองไทย ก็พบว่าตนอยู่กับนายอาโมรี จึงเกิดปากเสียงรุนแรง กระทั่งใช้มีดฟันหน้านายอาโมรีจนเป็นแผล แต่นายอาโมรีไม่ได้แจ้งความเพราะเป็นบุคคลหลบหนีเข้าเมือง

นางรุธจิราระบุว่า ตนทนกับนายจูเซปเป้ไม่ไหว เพราะมีพฤติกรรมทางเพศซาดิสต์ ชอบทำร้ายร่างกายขณะมีเพศสัมพันธ์ ประกอบกับยังแค้นไม่หายที่ถูกทิ้ง จนกระทั่งต้องไปทำแท้งจนกระทั่งเมื่อวันที่ 18 ม.ค. ตนและนายอาโมรีไปหานายจูเซปเป้เพื่อเคลียร์ปัญหา โดยนัดเจอกันที่คันคลองชลประทาน ต.แหลมรัง

เมื่อไปถึงนายอาโมรีลงมาคุยกับนายจูเซปเป้ ขณะที่นางรุธจิรา รออยู่ในรถ โดยนายจูเซปเป้ไม่ยอมเลิกกับนางรุธจิราอ้างว่าจ่ายเงินซื้อตัวไปแล้วในราคา 1 แสนบาท จากนั้นก็เกิดการชกต่อยกัน จนกระทั่งนายอาโมรี คว้ามีดฟันศีรษะนายจูเซปเป้ 2 ครั้ง จนกระทั่งแน่นิ่งเสียชีวิต แล้วจึงช่วยกันขนขึ้นรถเอาไปหั่นเผาอำพราง

แล้วขับรถหลบหนีตั้งใจจะเข้าไปอยู่ในป่าที่ อ.โกสัมพีนคร เพราะเคยอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อน

แต่สุดท้ายก็หลบหนีไม่พ้น ถูกจับกุมดำเนินคดี

ปิดฉากด้วยการจูบลาครั้งสุดท้ายอย่า