“ไพโรจน์ เกล็ดเงิน”

เรื่อง/ภาพ

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ร.ต.อ.วัชพงษ์ จำนงอุดม รองสว. (สอบสวน) สภ. กบินทร์บุรี จ.ปราจีน บุรี เดินทางมาตรวจสอบที่ ร.พ.กบินทร์บุรี หลังได้รับแจ้งจากแพทย์ห้องฉุก เฉิน ว่ามีเด็กชายวัย 2 ขวบ กินขนมแล้วมีอาการติดคอมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

เมื่อไปสอบสวนพบหนูน้อยที่เสียชีวิตชื่อ ด.ช.อมรวัฒน์ พลีใหญ่ อายุ 2 ขวบเศษ เสียชีวิตหลังถูกนำตัวส่งร.พ.ได้ไม่นาน สร้างความเสียใจให้กับ น.ส.ปาณิศา พลีใหญ่ อายุ 19 ปี ผู้เป็นแม่ และ นายนิสสรณ์ นาชมพู อายุ 34 ปี พ่อเลี้ยง รวมทั้งญาติพี่น้อง

จากการสอบสวนทราบว่าก่อนหน้าที่ด.ช.อมรวัฒน์จะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ทางหน่วยกู้ภัยได้รับแจ้งจากศูนย์สั่งการหน่วยกู้ชีพ ร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ว่ามีด.ช.กินขนมเข้าไปแล้วและมีอาการติดคอ ตอนนี้หมดสติไม่รู้สึกตัว เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 30/2 หมู่ 18 ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นบ้านของนายนิสสรณ์

ด้านน.ส.ปาณิศ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านั้นลูกชายได้ประสบอุบัติเหตุลื่นล้มภายในบ้านแล้วขาข้างขวาหัก เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ทางแพทย์ได้ใส่เฝือกขาทั้ง 2 ข้าง รวมทั้งลำตัวเพื่อป้องกันการขยับร่างกาย จนทำให้ลูกชายไม่สามารถลุกนั่งได้

ก่อนเกิดเหตุตนทำกับข้าวในครัว ปล่อยให้ลูกชายอยู่กับพ่อเลี้ยง กระทั่งนายนิสสรณ์ตะโกนร้องเรียกว่าลูกกินขนมติดคอ จึงรีบขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านให้ช่วยนำส่งโรงพยาบาลแต่ไม่สามารถช่วยได้

ขณะที่นายนิสสรณ์ให้การว่า มีคนซื้อขนมอาลัวให้ตนกินแล้วลูกชายเห็นจึงได้ขอตนกินไป 2 ชิ้น จนกระทั่งขนมไปติดคอ ตนพยายามเอานิ้วมือล้วงคอ เพื่อเอาขนมออกก็แล้ว พยายามเอาน้ำกรอกปากเพื่อให้ขนมไหลลงคอแต่ไม่ได้ผล จนกระทั่งเด็กหมดสติ ตนตกใจได้วิ่งไปบอกให้ญาติๆ ช่วยกันนำส่งโรงพยาบาล

คดีนี้เป็นการเสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติ แม้นแม่เด็กจะให้การว่า เกิดจากขนมติดคอ แต่ร.ต.อ.วัชพงษ์ตัดสินใจส่งศพไปยังร.พ. เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อให้แพทย์ผ่าชันสูตรอย่างละเอียดเพื่อให้ทราบสาเหตุการตายที่แท้จริง

ผ่านไป 2 วัน ผลชันสูตรศพหนูน้อยออกมาว่ามีเลือดออกในสมองน่าจะเกิดจากได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง และตามร่างกายมีร่องรอยเหมือนการถูกทำร้ายหลายแห่ง รวมทั้งขาข้างขวาที่หักก่อนหน้านั้นมีรอยเขียวช้ำเหมือนถูกทำร้ายมา ส่วนที่ว่าขนมติดคอนั้นต้องรอเอกสารยืนยันจากแพทย์อีกครั้งคาดใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ ขณะเดียวกันศพของหนูน้อยญาติของแม่เด็กได้รับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาที่บ้านเกิด จ.ปทุมธานี

ภายหลังได้รับผลเบื้องต้นพ.ต.อ.ทรงศักดิ์ ชัยรักษา ผกก.สภ.กบินทร์บุรี และพ.ต.ท.อเนก อุ่นจันทร์ รองผกก.(สอบสวน) สภ.กบินทร์บุรี ได้เรียกพยานใกล้ชิดมาสอบเพิ่มเติม เนื่องจากขณะเกิดเหตุไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ พร้อมทั้งให้ชุดสืบสวนออกหาข่าวและเรียกตัวแม่เด็กรวมทั้งตัวพ่อเลี้ยงมาสอบสวนเพิ่มเติม

ชั้นนี้เจ้าหน้าที่แน่ใจแล้วว่าหนูน้อยน่าจะ ถูกทำร้ายจนเสียชีวิต วันที่ 14 ก.พ. พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ พร้อมด้วยร.ต.อ.วัชพงษ์ เจ้าของคดี และชุดสืบสวนนำตัว น.ส.ปาณิศา และ นายนิสสรณ์ มาสอบปากคำเพิ่มเติมในฐานะเป็นผู้ต้องสงสัยร่วมกันฆ่าด.ช.อมรวัฒน์

ตํารวจเค้นสอบกระทั่ง น.ส.ปาณิศารับสารภาพว่า เป็นคนทำร้ายลูกชายจนเสียชีวิต เนื่องจากเกิดความโมโห และเกิดอาการเครียดรวมถึงเสพยาบ้าเข้าไปด้วย หลังจากที่ทะเลาะกับนายนิสสรณ์

เจ้าตัวให้การว่าหนึ่งวันก่อนเกิดเหตุหลังจากเลิกงานได้กลับมาบ้านและได้หยอกล้อเล่นกับลูกชายด้วยการใช้มือตบที่ใบหน้า แต่ถูกลูกชายได้ใช้มือตีคืนจึงเกิดความโมโหใช้มือตบไปที่ศีรษะอย่างแรงเพียงแค่ครั้งเดียว ตอนนั้นลูกร้องด้วยความเจ็บ ตนจึงปลอบจนหยุดร้องแต่ต่อมาลูกชายก็มีอาการซึมลง

จนกระทั่งวันเกิดเหตุได้ปล่อยให้ลูกชายอยู่บ้านตามลำพังกับนายนิสสรณ์ และได้ซื้อขนมอาลัวมากิน ลูกชายได้ขอกินขนมจึงให้กินไป 2 ก้อน ก็แน่นิ่งคล้ายกับมีอาการหายใจไม่ออก ทีแรกคิดว่าขนมติดคอจึงอุ้มไปขอความช่วยเหลือจากญาติพี่น้อง ก่อนที่จะนำส่งโรงพยาบาลและได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

กระทั่งมารู้ว่าผลการชันสูตรของแพทย์ออกมาว่ามีเลือดออกในสมอง จึงคิดว่าน่าจะเกิดจากฝีมือของตนที่ทำร้ายร่างกายลูกชายเอง และยอมรับผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ทำความรุนแรงในครอบครัว และเสพยาเสพติด ก่อนทีจะขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดกบินทร์บุรี

ส่วนนายนิสสรณ์ หลังจากที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเอาขนมอาลัวให้ลูกเลี้ยงกินจนติดคอนั้น ผลชันสูตรไม่พบว่ามีขนมอาลัวอยู่ในลำคอแต่อย่างใด ตำรวจจึงกันไว้เป็นพยาน พร้อมกับแจ้งข้อหา เสพยา เสพติด และได้ควบคุมตัวไปดำเนินคดี

ภายหลังแจ้งข้อกล่าวหา ตำรวจนำตัวทั้ง 2 คนไปยังบ้านที่เกิดเหตุ เพื่อทำแผนประกอบคำรับสารภาพทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ก่อนที่จะนำตัวไปฝากขังที่เรือนจำกบินทร์บุรีต่อไป

อีกหนึ่งความรุนแรงในครอบครัว ที่เด็กน้อยต้องตกเป็นเหยื่อ โดยมีตัวกระตุ้นหนีไม่พ้นยาเสพติดเช่นเดิม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน