กฤษณะ เชิญธงไชย
เรื่อง/ภาพ
หัวค่ำวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา เกิดคดีสยองขึ้นหน้าคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ริมถนนวัดหนองป่าครั่ง ต.หนองป่าครั่ง อ.เมือง จ.เชียงใหม่
เมื่อนายศุภกร ยาวิชัยย์ อายุ 45 ปี ที่อยู่ 183/43 ม.2 ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ หนุ่มโชเฟอร์รถตู้โดยสาร ถูกคนร้ายบุกแทงเสียชีวิตขณะเดินเข้าไปยังคอนโดฯ ดังกล่าวเพื่อพักผ่อนในห้อง ที่เช่าไว้
หลังรับแจ้งเหตุ พ.ต.ท.สมเด่น แดงเครื่อง สว.สอบสวน สภ.แม่ปิง ก็นำกำลังรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อม พ.ต.อ.สิทธิศักดิ์ ศิริเดชอนันต์ ผกก. เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เจ้าหน้าที่ พฐ. และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย
สภาพศพถูกแทงที่ลำคอและหน้าท้อง นอนสิ้นลมจมกองเลือดอย่างสยดสยอง

สอบสวนผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่า คนร้ายเป็นชายนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างมาที่เกิดเหตุ เมื่อพบกับผู้เสียชีวิตก็ใช้มีดที่นำติดตัวมาแทงใส่ผู้เสียชีวิตจนล้มลง แล้วหลบหนีไป
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าปมสังหารมาจากเรื่องแย่งที่จอดรถของคิวรถตู้โดยสาร
เนื่องจากตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของผู้ตาย พบมีบทสนทนาผ่านไลน์กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “ทีมงานรถ” พบข้อความเกี่ยวกับการทะเลาะแย่งที่จอดรถกันหลายครั้ง คาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจและตามมาลงมือก่อเหตุโหด
เจ้าหน้าที่กระจายกำลังออกสืบหาเบาะแสคนร้าย รวมถึงตามตัว หนุ่มขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่มาส่งคนร้ายมาสอบปากคำ จนทราบว่ารับตัวคนร้ายมาจากสถานีขนส่งรถโดยสารประจำทางเชียงใหม่

เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดก็ได้พบใบหน้าคนร้ายชัดเจน ทราบว่าคือ นายบรรลือ อู่บุญทา อายุ 38 ปี ชาวอุดรธานี เจ้าหน้าที่ สืบหาเบาะแสจนทราบว่าหนีไปกบดานที่ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์
พล.ต.ต.จารึก ลิ้มสุวรรณ ผบก.สส.ภาค 5 จึงประสานตำรวจเพชรบูรณ์ ช่วยตามไปล็อกตัวได้ในช่วงค่ำวันที่ 23 ก.พ. ก่อนหิ้วตัว กลับมาสอบสวนที่ สภ.แม่ปิง
เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การสารภาพ อ้างว่า ทำไปเพราะความเมา และมีความแค้นสะสม กับผู้ตายมานานหลายเรื่องจึงไปดักรอ ก่อเหตุ แล้วตีตั๋วรถทัวร์ปลายทางร้อยเอ็ด แต่ขอลงที่ อ.วังโป่ง ไปขออาศัยวัดที่เคยบวชเป็นที่กบดาน โดยไม่คิดว่าตำรวจจะตาม มาลากคอในแทบจะทันที
ขณะเดียวกัน น.ส.วาทิตา บุญต่อม ภรรยาของผู้ตายก็มารับศพ นายศุภกร กลับไปประกอบพิธีทางศาสนา ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ด้วยความเศร้าโศก ร่ำไห้คร่ำครวญ ปิ่มว่าจะขาดใจตาม
เจ้าหน้าที่จึงมอบเงินช่วยเหลือตามกฎหมายให้จำนวนหนึ่ง แต่ก็ขอโทรศัพท์มือถือของน.ส.วาทิตาไว้ตรวจสอบตามระเบียบ
แต่คดีที่คิดว่าจะจบลงไปแล้ว กลับมีเบื้องหลังซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง
เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของผู้ตาย ภรรยา และฆาตกร นักสืบมือดีของภาค 5 ก็ได้กลิ่นพิรุธโชยมาเต็มจมูก
เพราะโทรศัพท์ทั้ง 3 เครื่องมีข้อมูลเชื่อมโยงกัน
โดยน.ส.วาทิตาโทรศัพท์หาผู้ตายก่อนเกิดเหตุไม่กี่นาที จากนั้นโทรศัพท์ติดต่อกับนายบรรลือทันที และหลังเกิดเหตุนายบรรลือได้โทรศัพท์หาน.ส.วาทิตาอีกครั้ง
ประกอบกับผู้ต้องหาทราบว่าน.ส.วาทิตา ได้เงินช่วยเหลือไปจำนวนมาก คาดว่า จะถูกหลอกใช้จึงเปิดปากรับสารภาพ จนหมดเปลือก


นายบรรลือให้การว่า รู้จักกับ น.ส.วาทิตา ซึ่งมีสัญชาติลาวตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียน จากนั้นแยกย้ายกันไป โดยนายบรรลือไปบวชเป็นพระอยู่ที่ จ.เพชรบูรณ์ ต่อมาเล่นเฟซบุ๊กจนได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง
โดยน.ส.วาทิตาเล่าให้ฟังว่า มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับสามี พยายามจะขอแยกทาง แต่อีกฝ่ายไม่ยอมยังส่งเงินมาเลี้ยงดูตลอดเวลา
ก่อนจะนัดพบหน้าจนมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง เมื่อวันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมา
ล่าสุดได้นัดพบกันอีกครั้งระหว่างวันที่ 12-14 ก.พ. น.ส.วาทิตาบอกว่า สงสัย จะตั้งท้องเพราะประจำเดือนไม่มา 2 เดือนแล้ว จึงช่วยกันวางแผนสังหารนายศุภกร เนื่องจากกลัวจะถูกจับได้ว่าเล่นชู้จนท้องโต
เพราะผู้ตายขับรถอยู่ที่เชียงใหม่ ไม่ได้มีอะไรกับน.ส.วาทิตานานแล้ว
เจ้าหน้าที่จึงประสานตำรวจเชียงรายตามไปล็อกตัวน.ส.วาทิตา คางานศพของผัวที่ตัวเองเป็นผู้วางแผนฆ่า แล้วตีหน้าซื่อร่ำไห้ปานจะตายตาม โดยหลังถูกจับ เจ้าตัวไม่ยอมให้การใดๆ โดยขอไปให้การในชั้นศาล แต่ปฏิเสธลั่นว่าไม่ได้กำลังท้อง
เมื่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัด สุดท้ายก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของกฎหมายไปได้